WESTERN EUROPE PART II : BELGIUM

เบลเยียม สถาปัตยกรรม และช็อคโกแลต

10.04.2018

วันที่สองของการเดินทางกับเมืองที่ 3 ประจำทริป (ถ้าใครที่กดหลงเข้ามาตรงนี้แต่ยังไม่ได้อ่านพาร์ทแรก ย้อนไปได้ที่ลิงค์นี้ > https://bit.ly/2KPgOWb) เราจับรถไฟเที่ยวเที่ยงวันข้ามประเทศกันมาที่เบลเยียม และหมุดที่ปักก็คือที่บรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศนั่นเอง




CITY NO. 1 : BRUSSELS

รถไฟใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมง ยิงตรงจากใจกลางเมืองโคโลญจน์เข้าสู่ถิ่นของวาฟเฟิล เดินออกมาจากสถานีรถไฟ ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นกับแสงแดดที่ฉายมาแตะผิวแบบอ่อนโยนหลังจากที่เจอกับฟ้าสีเทาๆ มาทั้งวันก่อนหน้า และสิ่งที่รอต้อนรับเราระหว่างทางที่เดินไปโรงแรมก็คือรถขายวาฟเฟิลเคลื่อนที่คันนี้ที่ส่งกลิ่นเนยหอมๆ มาแตะถึงปลายจมูก สมกับใจที่อยากจะชิมขนมสูตรเบลเยียมแท้ๆ ที่ถิ่นต้นกำเนิด แต่เราต้องฉุดความอยากที่พุงน้อยๆ เรียกร้องเอาไว้ก่อน เพราะหลังจากนี้ต้องเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม เช็คอิน แล้วไปตะลุยชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามของเมืองนี้กัน




ภาพแรกของเบลเยียมสวยขนาดไหน จุดแวะ Sight Seeing จุดแรกของพวกเราในวันนั้นคือสวยคูณ 10 จริงๆ ที่นี่มีชื่อว่า Galeries Royales St.Hubert ชอปปิ้งสตรีทที่ถอดแบบมาจากอาร์เคดในมิลานและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป๊ะๆ ถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าน่ารักๆ เต็มทั้งสองข้างทาง ทางเดินลาดยาวสร้างตามหลักความสมมาตร คลุมด้วยหลังคาโค้งที่ทำด้วยกระจก ปล่อยให้แสงแดดสาดเข้ามากระทบกับพื้นหินและกระจกของร้านค้า เป็นซีนที่ต้องยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปรัวๆ จริงๆ




ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ เบเกอรี่ คละกับร้านเสื้อผ้า ร้านขายเครื่องประดับกระจุ๊กกระจิ๊ก ทุกร้านมาพร้อมกับดิสเพลย์หน้าช็อปสวยๆ ให้ได้เดินดูเพลินๆ แต่ที่เป็นเหมือนไฮไลต์ประจำ Galeries Royales Saint-Hubert คงหนีไม่พ้นบรรดาร้านช็อคโกแลตจากแบรนด์ต่างๆ ที่แทรกตัวอยู่ ที่เราชอบมากๆ คือ Neuhaus มีช็อคโกแลตตามซีซั่นรสชาติแปลกๆ ให้ได้ชิมกัน ช็อคโกแลตรสยูสู ช็อคโกแลตสับปะรด และอีกหลายๆ ชนิดที่บางชิ้นก็ดูหน้าตาน่ารักเกินกว่าที่เราจะทำใจกินได้ลง



ชิมช็อคโกแลตจนพุงเริ่มป่องนิดๆ ซื้อแบบแพ็คกลับบ้านไปกินต่ออีกหน่อยๆ เราก็เดินข้ามไปอีกฝั่งของถนน ซึ่งที่นี่มีสถานที่สำคัญของเมืองบรัสเซลล์รออยู่

Grand Place หรือจัตุรัสใจกลางเมืองที่ถูกล้อมด้วยอาคารหน้าตาหรูหรา (สมชื่อความแกรนด์ของสถานที่) ทั้งหมด 4 ด้าน ประกอบด้วยทาวน์ฮอลล์ โรงขนมปังของกษัตริย์ในสมัยก่อนที่ถูกแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติศาสตร์ของบรัซเซลล์ ธนาคาร และรอบๆ ยังมีร้านอาหารกระจายตัวอยู่อีก 2-3 ร้านให้ได้นั่งกินสเต็ก จิบเบียร์ พร้อมกับมองวิวสวยๆ ของจัตุรัสแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน สวยขนาดที่ว่าองค์การ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลกอีกที่หนึ่งเลยนะ





กิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นที่ Grand Place แห่งนี้นอกจากแก๊งค์นักท่องเที่ยวที่ตั้งวงเซลฟี่กันแล้วก็อย่างเช่น นักเรียนศิลปะมานั่งวาดรูปกัน ตกกลางคืนก็มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นมานั่งก๊งเบียร์เปิดเพลงฮิปฮอปฟังกัน และที่นี่ก็มีบริการรถม้าพาชมเมืองให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศในการชมวิวด้วย เริ่มต้นจากใจกลางจัตุรัสและวิ่งผ่านสถานที่สำคัญอื่นๆ ในกรุงบรัสเซลล์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ราคา 50 ยูโร


SHOPPING SPOT

ต่อกันด้วยงานช็อปก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เรามุ่งหน้าไปที่ศูนย์รวมการชอปปิ้งบนถนนที่มีชื่อว่า Rue Neuve ซึ่งถ้าเทียบกันทั้งหมดภายในประเทศเบลเยียมแล้ว ที่นี่ใหญ่เป็นอันดับที่สองเชียว แบรนด์ใหญ่ๆ ก็มีอยู่ครบ แซมด้วยร้านขนม ประมาณว่าช็อปเสื้อผ้าจนเหนื่อยแล้วก็มีร้านวาฟเฟิลที่ทำตัวเป็นจุดแวะพักให้เราได้เติมพลังกัน

เป้าหมายของเราในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ Zara หรือ H&M แต่เราพยายามจะเดินเข้าไปสำรวจร้านชื่อแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และก็ได้บทสรุปมาว่า 2 ร้านนี้เป็นแบรนด์ที่เราชอบที่สุด ถ้าใครได้แวะไปเที่ยวบรัสเซลล์หรือเจอสาขาอื่นๆ ในยุโรป ขอแนะนำให้ลองเข้าไปเดินเล่นกันดู




HEMA

ร้านที่เหมือน IKEA แต่ประเภทของสินค้าไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์แต่เป็นข้าวของเครื่องใช้กับของกินที่มีครบทุกหมวดหมู่ ไล่ตั้งแต่เครื่องเขียน ผ้านวม เครื่องครัว กระบอกน้ำ ไล่ไปจนถึงพรอพสำหรับจัดปาร์ตี้ ขอเล่นเด็ก ชุดชั้นใน และโซนซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่ขายทั้งขนมห่อๆ และของสด ราคาจับต้องได้และมีสินค้าน่ารักๆ ให้เลือกเยอะมากๆ อยู่ในร้านแบบเพลินๆ ได้เป็นชั่วโมงเลย




FLYING TIGER

แบรนด์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเดนมาร์กแต่แตกสาขาอยู่ทั่วยุโรปและใกล้สุดในเอเชียที่ญี่ปุ่น เป็นคอนเซปต์สโตร์ที่ขายของใช้ธรรมดาๆ ภายใต้หน้าตาเก๋ๆ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะหาของฝากตลกๆ ให้เพื่อนหรือถ้าอยากได้ไอเทมสนุกๆ เก็บไว้ติดบ้านเผื่อจัดงานปาร์ตี้ ที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะอยู่ ที่เราชอบมากๆ ก็อย่างเช่นกบเหลาดินสอรูปจมูกและเกมวิปครีมดีดหน้า มาแล้วหมดไปหลายยูโรก็ที่ร้านนี้นี่แหละ


Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018


รวบรวมของกินระหว่างทางในวันแรกที่เราต้องสะกดจิตสะกดใจเอาไว้ให้ไม่เหมาหมด ทั้งวาฟเฟิลหน้าต่างๆ เอย ไอศครีมซอฟต์เสิร์ฟเอย ช็อคโกแลตร้อนแบบชงสดๆ เอย พูดได้เต็มๆ ปากเลยว่าเบลเยียมเป็นประเทศแห่งขนมหวานที่แท้ทรู!


11.04.2018

วันที่ 3 ของการเดินทางแต่รู้สึกเหมือนอยู่มาแล้ว 10 วันเพราะเราย้ายเมืองกันบ่อยมาก ตื่นมาในบรัสเซลล์เหมือนเดิมแต่ระหว่างวันของวันนี้ เรามีแพลนที่จะจับรถไฟออกไปเที่ยวอีกหนึ่งเมืองที่น่ารักสุดๆ และอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากฐานที่ตั้งของเรา ต่อกันที่เมืองที่ 4 ที่นี่เลย . . .

 




CITY No.2 : Bruges

อ่านผิดเป็นบรุชเชสมาตั้งนานแต่ความจริงแล้วเมืองนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า "บรูช" ถ้าเขียนตามภาษาฝรั่งเศสจะเป็น Bruges แต่ถ้าตามแบบแผนภาษาดัตช์จะเขียนว่า Brugge ที่นี่ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกแห่ง และมีชื่อเล่นว่าเป็น Venice of the North ด้วยโครงสร้างของเมืองที่มีคลองล้อมรอบ



Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018

เราออกเดินทางจากบรัสเซลล์กันด้วยรถไฟจากสถานี Bruxelles-Midi ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงแบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวนก็มาถึงสถานีกลางของตัวเมือง Bruges จากจุดนี้ไปตรงสถานที่ท่องเที่ยวหลักใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 20 นาที แต่ถ้าอยากเก็บแรงเอาไว้ก่อน ก็มีรถบัสวิ่งผ่านตลอดทุกๆ 5 นาทีไปยัง City Centre ซึ่งแน่นอนว่าเราอยากเก็บพลังเอาไว้ก่อน เลยเลือกออพชั่น 2 กัน เสียคนละ 3 ยูโร แต่หลังจากที่เปิดตั๋วแล้ว จะขึ้น-ลงรถบัสได้แบบไม่อั้นภายในเวลา 60 นาที ถ้าใครอยากนั่งรถชมเมืองเล่นๆ ก่อนสักรอบ ทางเลือกนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่






จุดแรกที่เราลงจากรถคือศูนย์กลางของตัวเมืองที่เรียกกันว่า Market Square เป็นจัตุรัสใจกลาง Bruges ที่เต็มไปด้วยร้านค้าขายอาหารและขนมเปิดกันแบบแผ่เต็มพื้นที่โล่ง มีทั้งร้านขายไส้กรอก ชีส ช็อคโกแลต ไก่ย่าง เนื้อย่าง ของสด และร้านดอกไม้ ให้ได้เดินเลือกซื้อกันแบบเพลินตาเพลินพุงสุดๆ แต่ถ้ามาสายกว่าบ่ายสาม คือเวลาที่ตลาดวาย ทุกอย่างทั้งหมดนี้จะหายวับไปกับตาหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่ดีที่สุดคือมาถึงช่วงเที่ยงๆ หาอะไรทานเติมพลังก่อนที่จะไปลุยชมเมืองรอบๆ



Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018


รอบๆ จัตุรัสยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ตั้งอยู่ และตามตรอกซอกซอยก็มีร้านรวงทั้งเล็กทั้งใหญ่กระจายตัวอยู่โดยทั่ว ที่ขาดไม่ได้เลยคือร้านช็อคโกแลตที่เป็นเหมือนลายเซ็นของทุกเมืองในเบลเยียม แต่ละร้านก็จะมีความพิเศษของเมนูที่แตกต่างกันออกไป อดใจไม่ไหวต้องซื้อมาชิมซะหน่อย สตรอเบอร์รี่เคลือบช็อคโกแลตของโปรดเราก็มีด้วย




เดินลัดเลาะตามตรอกเล็กๆ ไปเรื่อยๆ เราก็มาเจอกับบริเวณเลียบคลองที่เป็นเหมือนไฮไลท์ของเมือง Bruges นอกจากจะเป็นจุดที่ใครๆ ก็ต้องมาเดินเล่นถ่ายรูปกันแล้ว ละแวกนี้ยังมีบริการ Boat Tour ชมเมืองอีกด้วย ถ้าเห็นแถวยาวๆ ก็ไม่ต้องตกใจไปเพราะเค้ามีหลายเจ้าและจุดขึ้น-ลงเรือก็มีหลายจุด ระยะเวลาต่อหนึ่งทริปสั้นๆ ก็อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนราคาอยู่ที่คนละ 8 ยูโรเท่านั้น




เรือล่องผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ ของตัวเมือง ทั้งโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุด บ้านที่เก่าที่สุด ลอดใต้สะพานที่เตี้ยที่สุด ทำให้เราได้เห็นวิวของเมืองจากอีกหนึ่งมุมมอง พร้อมกับคำอธิบายของพี่ไกด์ตลอดทาง เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงที่คุ้มค่ามากๆ





โดดลงจากเรือขึ้นฝั่งปุ๊บ เราก็โดดขึ้นรถม้ากันต่อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการชมเมืองอีกหนึ่งรูปแบบ โดยที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางอยู่ที่กลาง Market Square และแล่นไปตามถนนหลัก เลาะเข้าซอยย่อยๆ เพื่อที่เราจะได้เห็นบ้านเมืองแบบซูมอินกันมากขึ้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเช่นกัน และราคาอยู่ที่ทริปละ 50 ยูโรไม่รวมทิปส์ นั่งได้มากสุด 4 คน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มาเมืองยุโรปทั้งทีก็ต้องลอง!

หลังจาก 1 ชั่วโมงบนรถม้า เราก็มาหยุดแวะกันที่สปอตสุดท้าย Torture Museum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งการทรมาน สะดุดตาตั้งแต่ทางเข้าที่มีแท่นไม้ที่ใช้ล็อคนักโทษตั้งเอาไว้ให้ถ่ายรูป ประกอบกับหุ่นขี้ผึ้งหน้าตาน่ากลัว พอได้เข้าไปเดินดูหนึ่งรอบแบบพินิจพิเคราะห์ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศร้อนๆ หนาวๆ จากเครื่องมือทรมานนักโทษที่ตั้งแสดงเอาไว้หลากหลายรูปแบบมากๆ เดินมาเจอคุณลุงเจ้าของพิพิธภัณฑ์ตอนจบ แกก็เล่าให้ฟังว่าทั้งหมดคือของจริงและที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นคุกใต้ดินที่ใช้กักขังนักโทษจริงในสมัยก่อน ขนเราก็ลุกซู่แบบคอนโทรลไม่ได้จริงๆ แต่แกก็เล่าถึงเจตนาที่สร้างที่นี่ขึ้นมาว่า

"ผมอยากให้ของเหล่านี้เตือนใจทุกคนว่าสันติภาพมีค่ามากขนาดไหน และทุกวันนี้การละเมิดสิทธิมนุษย์ด้วยกันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลก มันไม่ได้ไกลตัวเราไปเลย"

นับถือใจแกจริงๆ




วกกลับเข้าเบลเยียม ท้องฟ้าก็เริ่มมืดซะแล้ว ไหนๆ ก็เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้ค้างในบรัสเซลล์ เราเลยตัดสินใจไปสำรวจตัวเมืองภาคกลางคืนกันต่ออีกสักหน่อย ไปเจอกับแจ๊ซบาร์ที่นี่ที่บังเอิญเป็น Jam Night พอดี เราเลยได้เห็นบรรยากาศที่ครึกครื้นของนักดนตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นที่สลับกันขึ้นไปโชว์ฝีมือบนเวที เป็นซีนจบวันที่น่าประทับใจมากๆ

จิบจินโทนิคหนึ่งแก้วแล้วกลับไปพักเอาแรง พรุ่งนี้เดินทางกันต่อ ส่วนจุดหมายถัดไปจะเป็นที่ไหน ติดตามได้ใน Western Europe Part 3 เร็วๆ นี้นะ ขอบคุณที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ด้วยล่ะ : )

–Mint Travelerspulse


WESTERN EUROPE PART ONE : GERMANY

Next Project

See More