WESTERN EUROPE PART III : NETHERLANDS

5 วันใน 6 เมืองที่ห้ามพลาดประจำฮอลแลนด์

ครึ่งทางของทริปนี้กับประเทศที่สามที่เราเลือกมาลงหลักปักฐานนานที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งนั่นก็คือ...เนเธอร์แล้นนนนนด์ (เปล่งเสียงเต็มปอดตามสำเนียงมิสแกรนด์) ประเทศที่มีอีกหนึ่งชื่อเล่นน่ารักๆ ว่า ฮอลแลนด์ เป็นดินแดนของดอกทิวลิป รองเท้าไม้ ซึ่งถ้านอกเหนือจากสองอย่างนี้ ก็คงจะเป็นแค่เรื่องปุ๊นเสรีที่เราเคยได้ยินเกี่ยวกับประเทศเนเธอร์แลนด์มา

อัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศ เป็นฐานที่มั่นของเราตลอด 4 คืนที่เหลือการเดินทาง เริ่มต้นจากเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม (ใครที่งงว่าทำไมต้องเป็นที่เมืองนี้ด้วยล่ะแก อ่านพาร์ทก่อนหน้าได้ ที่นี่) จับรถไฟเที่ยว 9 โมง นั่งๆ นอนๆ อีกแค่ 3 ชั่วโมงเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางกันละ ซึ่งเวลา 5 วันในเนเธอร์แลนด์ของเราครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอัสเตอร์ดัมเท่านั้น แต่เราซื้อทัวร์แบบ day trip ออกไปนอกเมืองด้วย

ไปเช้า เย็นกลับมานอนที่อัมสเตอร์ดัม ตาราง 5 วัน 4 คืนเลยได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นทั้งหมด 6 เมืองที่เราจะได้ไปเยี่ยมเยียนกัน เอาเป็นว่าขอเล่าแบบไล่ไปทีละเมืองตามนี้เลยละกัน




CITY NO.1 : AMSTERDAM

อัมสเตอร์ดัมต้อนรับเราด้วยกลิ่นฉี่ในสถานีรถไฟและกลิ่นที่สองคือความเขียวของกัญชาที่ลอยมาตามลม

ถ้าถามว่าอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองยังไง? สิ่งแรกที่เราเห็นได้คือความแน่น พื้นที่ทุกตารางนิ้วถูกใช้แบบไม่มีการปล่อยโล่ง ร้านค้าเรียงกันเป็นทิวแถวตามความยาวของถนน ถ้าไม่ใช่ถนนชอปปิ้งสตรีทก็เป็นโซนพักอาศัยที่ยังไงๆ ก็ต้องมีตึกหรือสิ่งก่อสร้างสักอย่างจับจองพื้นที่ มีคลองที่ขุดเป็นเหมือนตาราง แบ่งเมืองออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ต่อๆ กัน บนถนนก็มีรถรางวิ่งรอบเมือง มีรถบัสขนส่งนักท่องเที่ยว และมีจำนวนจักรยานที่เยอะยิ่งกว่ามอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพ และซิ่งยิ่งกว่าขนาดที่ว่าเดินหลงเข้าไปผิดเลน อาจโดนเฉี่ยวได้ (จักรยานชนคนเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในเมืองนี้)





ด้วยความแน่นของพื้นผิวของอัมสเตอร์ดัม เมืองนี้เลยมีดีเทลเล็กน้อยให้เราได้ไปสนุกอยู่ตลอดเวลา แค่เดินตามถนนหนึ่งเส้น เราก็ได้เห็นความหลากหลายของสิ่งที่อยู่โดยรอบแบบเพลินจนลืมเวลาละ ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านหนังสือ ร้านชีส ปะปนไปกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ เผลอแว้บนึงหันไปส่องกระจกหน้าร้านอีกที เอ้า ร้านนี้ขายกัญชาว่ะ เดินเหม่อๆ ไปอีกแว้บก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน sex shop เฉย มีอะไรน่าสนใจให้ได้ค้นหาอยู่ทุกที่จริงๆ




จะข้ามเรื่องนี้ไปโดยไม่พูดถึงก็คงไม่ได้เพราะเป็นไฮไลต์ของอัมสเตอร์ดัมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่อะไรอื่นไกลนอกจากวัฒนธรรมกัญชานั่นเอง ที่นี่กัญชาเป็นสิ่งถูกฎหมาย ซื้อ-ขายได้ ครอบครองได้ ใช้ได้ไม่ผิด สีสันก็คือร้านค้าเฉพาะทางที่กระจายอยู่ทั่วเมือง มีสินค้าตั้งแต่ระดับซอฟท์คอร์สำหรับนักท่องเที่ยวให้ได้ลองกันเล่นๆ อย่างเช่น อมยิ้มผสมกัญชารสผลไม้ต่างๆ สเปซบราวนี่กับคุกกี้ผสมปุ๊นแบบแพ็คใส่กระป๋องเสร็จสรรพ ไล่ไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับนักสูบตัวยง อย่างกระดาษพันมวนรสต่างๆ บ้อง เมล็ดกัญชาสำหรับนำกลับไปปลูกที่บ้านเอง หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ระดับฮาร์ดคคอร์อย่างหน้ากากต่อท่อรมควันปุ๊นแบบสะใจได้เลย

เงื่อนไขเดียวคือถ้าอยากลองสูบเป็นมวน ร้านค้าประเภทนี้จะไม่มีขาย แต่สถานที่ที่มีกัญชาแบบพันมวนพร้อมสูบบริการจะถูกเรียกว่า Coffee Shop ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ตัวแล้วคือร้านกาแฟ แต่คำนี้เป็น code name ของที่นี่ Coffee Shop ไม่ได้ขายกาแฟ ไม่ได้ขายแอลกอฮอลล์ ขายแต่กัญชาลูกเดียวเลย มีเปิดบริการอยู่ทั่วเมืองเช่นกันและใครๆ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้ ข้อแม้อย่างเดียวคือต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น



พูดถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวกันบ้าง จากเวลานิดๆ หน่อยๆ ที่เราได้ใช้สำรวจเมืองนี้ ก็พบว่าอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์เยอะมากๆ แปลกๆ หน่อยก็อย่างเช่น Sex Museumที่อุทิศให้กับเรื่องอย่างว่า แต่พูดในเชิงวิชาการไปเลย หรือพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์อย่าง Anne Frank House ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้เราไม่สามารถเก็บได้หมด แต่จากที่ได้ไปเยี่ยมชมมา พิพิธภัณฑ์ที่ขอโหวตให้เป้นอันดับหนึ่งเลยคือที่ Rijksmuseum หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติที่เก็บรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังไว้หลากหลายสุดๆ รวมถึงชิ้น masterpiece ของแวนโก๊ะ ก็ประจำการอยู่ที่นี่ด้วย





แค่สถาปัตยกรรมตัวอาคารด้านนอกก็สร้างความตื่นตาตื่นใจแล้ว อาคารสีอิฐที่ถูกเจาะทะลุกลางเป็นถนนให้คนสัญจรผ่าน แบ่งตัวอาคารเป็นสองฟากแต่เชื่อมต่อกัน ห้องนิทรรศการกระจายตัวอยู่ตาม 4 ชั้นของพิพิธภัณฑ์ แต่ละห้องก็จะบอกเล่าเรื่องราวผ่านผลงานศิลปะจากแต่ละยุค ใหญ่มากขนาดที่ว่าเวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะเดินดูงานต่างๆ ได้ครบ ใครที่ตั้งใจมาที่นี่ เราขอแนะนำให้เผื่อเอาไว้เลย 2-3 ชั่วโมง และดาวน์โหลดแอพของ Rijksmuseum ติดมือถือเอาไว้ช่วยนำทางด้วยเพื่อการประหยัดเวลา เป็นหนึ่งสถานที่ที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด ค่าเข้าชมอยู่ที่ 17.5 ยูโร หรือประมาณ 660 บาทนะ




อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือพิพิธภัณฑ์ของเบียร์ประจำถิ่นอย่าง Heineken ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Heineken Experience ความเก๋เริ่มต้นตั้งแต่สถานที่ตั้งซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างทับโรงงานเก่าที่เคยใช้ผลิตเบียร์จริงๆ สิ่งที่เราจะได้เห็นที่นี่ก็มีทั้งประวัติของแบรนด์ วิธีการทำเบียร์ หมักเบียร์ โรงม้าที่เป็นเหมือนมาสคอตของ Heineken ไปจนถึงกิจกรรม Interactive ต่างๆ ที่ล้ำมากๆ จบด้วยบาร์ Heineken หนึ่งคนสามารถเติมเบียร์สดดื่มฟรีๆ ได้สองแก้ว เราไปตอนที่กำลังหิวอยู่พอดี เลยได้เดินออกจากพิพิธภัณฑ์แบบโย้นิดๆ เซหน่อยๆ ค่าเข้าคนละ 18 ยูโร





ปิดท้ายสีสันของอัมสเตอร์ดัมด้วยถนนเส้น iconic ที่รวมทั้งความแปลก ความแซ่บ ความเผ็ดร้อนของเมืองไว้ในที่เดียว Red Light District หรือถนน De Wallen นั่นเอง ที่นี่คือถิ่นโคมแดงที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของธุรกิจทางเพศ พูดง่ายๆ ก็คือที่ของนางโลมเมืองหรือโสเภณีนั่นเอง

ถ้าพูดให้เห็นภาพ ถนนสายนี้ก็คล้ายๆ กับซอยพัฒน์พงศ์บ้านเราหรือวอล์คกิ้งสตรีทในพัทยานั่นแหละ แค่มีคลองกั้นตรงกลาง สองฝั่งถนนก็คือสถานบริการสำหรับคุณผู้ชาย มีทั้งแบบที่เป็นเหมือนเลาจ์เลย เข้าไปก็มีสาวๆ เต้นรูดเสา โป๊เปลือยขนาดไหนก็ตามที่จินตนาการได้ และแบบที่สองที่ค่อนข้างน่าเซอร์ไพรส์มากๆ ก็คือนางตู้กระจก เป็นโสเภณีแบบฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้มีสังกัด แต่เป็นแนวธุรกิจส่วนตัว พวกเธอจะเช่าหน้าต่างหรือห้องบนถนนสายนั้นแล้วเต้นโชว์ตัวเพื่อเรียกแขก มองลอดเข้าไปในกระจกก็จะเห็นว่ามีทุกอย่างเสร็จสรรพเลย ทั้งเตียง อ่างล้างหน้า รวมถึงของเล่นเซ็กส์ทอยต่างๆ การตกแต่งก็จะแตกต่างกันออกไป แล้วแต่สไตล์ส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ

 




โสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในประเทศเนเธอร์แลนด์ พวกเธอจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ มีการเสียภาษีเหมือนกับอาชีพอื่นๆ และเป็นงานที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ค่าบริการเริ่มต้นที่ 50 ยูโรต่อ 15-20 นาที คิดดู๊ ส่วนคนที่มาเป็นโสเภณีมืออาชีพที่อัมสเตอร์ดัม ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากยุโรปตะวันออก แต่ก็มีคนท้องถิ่นปะปนอยู่ด้วย อายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 และทุกคนคือสวยฮอต จัดเต็มเรื่องการแต่งตัวกันมากๆ

กฎของการเดินเที่ยว Red Light District มีเพียงอย่างเดียวคือการ Show Respect แก่โสเภณี เพราะเค้าถือว่าพวกเธอก็คือคนทำมาหากินสุจริตเหมือนกัน ข้อห้ามที่เด็ดขาดมากๆ คือการถ่ายรูปเพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จะมีเจ้าหน้าที่เดินรักษาความเรียบร้อยอยู่รอบๆ อย่างเราที่เผลอเล็งไปโดยไม่รู้ถึงกฎระเบียบนี้มาก่อน พี่ๆ การ์ดก็เดินเข้ามาสะกิดไหล่ ขอดูรูปในกล้องและขอให้ลบตรงนั้นเลย เ(หลือเพียงแค่หนึ่งรูปในโพสต์นี้ที่เล็ดรอดมาได้ แต่เพื่อเป็นการล่วงเกินใคร เราเลยขอคาดตาเธอเอาไว้ละกัน)



สถานที่เดียวบนถนน De Wallen นี้ที่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ ไม่งก ไม่กั๊ก ก็คือพิพิธภัณฑ์โสเภณี หรือ Museum of Prostitution ไม่ได้อ่านผิดหรอก ที่อัมสเตอร์ดัมเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เค้าก็จับมาทำพิพิธภัณฑ์หมด! ค่าเข้าราคา 12.5 ยูโร แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สิ่งที่จัดแสดงคือการเล่าเรื่องอาชีพนี้จากเสียงของโสเภณีเอง อย่างเช่น ทำไมถึงมาทำ ต้องรับแขกวันละกี่คน หรืออะไรตลกๆ อย่างเซคชั่นที่เอาของแปลกๆ ที่ลูกค้าลืมทิ้งเอาไว้ระหว่างใช้บริการมาแฉให้ดูด้วย (ฟันปลอมก็มีน่ะ คิดดู๊) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทั้งแซ่บ ทั้งสนุก เดินออกมาพร้อมกับความเข้าใจในอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น : )




วันที่สองในเนเธอร์แลนด์ เราก็วางแผนกันว่าจะออกไปเหยียบนอกเมือง สัมผัสบรรยากาศคันทรี่ๆ แบบชาวดัตช์แท้ๆ ดูบ้าง ทุกอย่างง่ายนิดเดียว แค่ซื้อแพ็คเกจแบบเดย์ทริป เป็นทัวร์กรุ๊ปเล็กๆ ที่พาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางหรือแพลนหาที่เที่ยวแบบซอกแซกละเพราะมีไกด์ที่เป็นคนท้องถิ่นคอยดูแล เริ่มต้นจากอัมสเตอร์ดัม เราซื้อแพ็คที่ควบ 3 เมืองภายในหนึ่งวัน เลยได้ความเป็นเมืองที่ 2, 3 และ 4 ตามต่อไปนี้

City No.2 : Zaanse Schans

หมู่บ้านกังหันลมที่อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงโดยรถโดยสาร จุดเด่นของที่นี่ก็คือจำนวนกังหันลมที่รวมตัวกันเยอะที่สุด สร้างคู่กับบ้านชั้นเดียวทาสีเขียวมุงหลังคาสีแดง และทุ่งหญ้าสีเขียวที่ตัดกับท้องฟ้า ที่นี่คือหนึ่งจุดที่ห้ามพลาดถ้าได้มาเที่ยวเนเธอร์แลนด์แล้ว เพราะเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมดัตช์แบบจ๋าๆ เลย





Zaanse Schans ต้อนรับเราด้วยกลิ่นช็อคโกแลตที่หอมอบอวล รู้จากพี่ไกด์มาว่าหมู่บ้านฝั่งตรงข้ามของอีกฝั่งแม่น้ำเป็นแหล่งผลิตช็อกโกแลตดิบก่อนส่งต่อไปยังเบลเยียมเลยทำให้กลิ่นหอมโชยมาถึงที่นี่ เราเริ่มต้นจากการเข้าไปชมกังหันไม้ตัวเก่าแก่ที่สุดในหมู่บ้าน ที่นี่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว เล่าถึงความสำคัญของการมีกังหันที่นอกจากจะใช้วิดน้ำออกจากพื้นที่ไม่ให้ท่วมแล้ว ยังเป็นเครื่องจักรหลักสำหรับวงการอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งสิ่งที่ผลิตได้จากแรงลมของกังหันก็คือน้ำมันถั่วลิสง มัสตาร์ด กระดาษ และอื่นๆ



นอกจากการเดินชมหมู่บ้านแล้วสิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการเช่าจักรยานปั่นเล่นรอบๆ Zaanse Schans มีร้านขายของที่ระลึกกระจุ๊กกระจิ๊ก มีร้านขายไอศครีมซอฟท์เสิร์ฟกับสตรอเบอร์รี่สดที่อร่อยมากๆ และถ้าอยากได้บรรยากาศแบบสุดๆ ขอแนะนำให้ซื้อช็อคโกแลตร้อนซักแก้วแล้วไปยืนจิบที่ริมท่าน้ำ มองวิวกังหันแบบเอื่อยๆ เป็นอะไรที่ฟีลกู๊ดมากๆ




City No.3 : Volendam

จากเมืองกังหันสู่เมืองชาวประมงซึ่งห่างกันไม่ถึง 20 นาที นั่งบัสยังไม่ทันจะได้งีบก็ถึงซะละ Volendam เคยเป็นศูนย์กลางของการประมงและเป็นแหล่งเกษตรที่สำคัญที่นึงในเนเธอร์แลนด์ แต่ตอนนี้รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว ด้วยความที่เป็นเมืองท่า เลยทำให้บรรยากาศของเมืองนี้แตกต่างจาก Zaanse Schans หน่อยๆ ชิลๆ ไม่ค่อยรีบ แต่มีความหนาแน่นเป็นชุมชนมากกว่า




ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีกิจกรรมให้ทำเยอะมากๆ เริ่มจากการไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของ Volendam ที่พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ประจำเมือง จะได้เห็นชุดพื้นเมืองตั้งแต่น้องพนักงานที่ประตูทางเข้าห้องนิทรรศการซึ่งนำเทรนด์วิคตอเรียน น่ารักมากๆ ต่อด้วยการเดินชมหมู่บ้าน เป็นที่ๆ มีคนอยู่อาศัยจริงๆ แต่แค่ตอนนี้ทุกคนไม่ได้ทำอาชีพประมงแล้ว หน้าตาของบ้านก็จะแปลกไปกว่าที่อื่นซะหน่อยตรงที่หลังคาเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แบบวัดมุมได้ 45 องศาเป๊ะๆ ระหว่างเดินเล่นก็มีกลุ่มเด็กน้อยขี่จักรยานกันมา พอเห็นเราเล็งกล้องไปเท่านั้นแหละ แอคท์ใส่กันใหญ่เลย ฮ่าๆ



มาถึงหมู่บ้านชาวประมงแล้วจะไม่กินซีฟู้ดก็ไม่ได้ เราเลยจัดมื้อกลางวันกันที่ร้านอาหารริมท่าเรือกันซะหน่อย Seafood Platter มีทั้งกุ้ง หอย ปลา จัดว่าเด็ด!



ต่อกันด้วยอีก 2 กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ของหมู่บ้าน Volendam หนึ่งคือการไปเที่ยวโรงงานชีส ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งผลิตชีส Gouda ชั้นเยี่ยม ที่โรงงานก็จะมีห้องสาธิตพร้อมกับพนักงานในชุดสาวท้องถิ่นคอยเล่าถึงกระบวนการการทำชีส เสร็จปุ๊บก็เป็นช่วงชิมชีสแบบไม่อั้น ชอบอันไหนก็ซื้อกลับบ้านได้เลย

สองคือพิพิธภัณฑ์ Stroopwafel ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเป็นเหมือนชองดีประจำตำบล หนึ่งตำบลหนึ่งผลิคภัณฑ์ เช่นเดียวกันกับการที่ชลบุรีต้องมีข้าวหลามหนองมน ประมาณนั้น อธิบายสั้นๆ ง่ายๆ Stroopwafel ก็คือวาฟเฟิลที่อบแบบบางเฉียบ ตรงกลางมีไส้คาราเมลไหลเยิ้มๆ ซึ่งที่พิพิธภัณฑ์นี้จะมีเวิร์กชอปสาธิตการทำวาฟเฟิลด้วย เราอาสาไปเป็นเชฟรอบนั้นพอดีเลยได้ลองทำเองกับมือ ทั้งสนุก ทั้งอร่อย ซื้อกลับบ้านไปกินอีกหนึ่งชิ้นด้วย



City No.4 : Marken

ต่อกันที่เมืองสุดท้ายในโปรแกรมทัวร์ของวันกับเมืองที่มีชื่อว่า Marken ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งรองเท้าไม้ มีโรงงานทำรองเท้าที่เปิดให้เราได้เข้าไปเที่ยว แถมยังใจดีสาธิตให้ดูแบบสดๆ เลยว่ากว่าจะมาเป็นรองเท้าประจำชาติแต่ละคู่เนี่ย ใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งพอมีเครื่องจักรเข้ามาช่วย กระบวนการก็ดูเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นมาก แต่ที่ใช้เวลาก็คือขั้นตอนการตากไม้ให้แห้งเนี่ยล่ะสิ กว่าจะเอามาใส่เดินได้จริงๆ ก็เป็นอาทิตย์อยู่




ทำไมถึงต้องเป็นรองเท้าไม้ด้วย? คุณโจเอล หนึ่งในพนักงานประจำโรงงานรองเท้าไม้ อธิบายให้พวกเราฟังว่าด้วยความที่สมัยก่อน เนเธอร์แลนด์คือประเทศที่ทำการเกษตร และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นหญ้าที่ชุ่มดิน รองเท้าไม้เลยเป็นอะไรที่เหมาะที่สุดสำหรับเวลาต้องไปทำงานในฟาร์ม นอกจากจะไม่ชื้นแล้วยังสามารถปกป้องเท้าจากการโดนม้าหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ในฟาร์มเหยียบได้ด้วย



City No.5 : Lisse

วันที่สองนอกเมืองอัมสเตอร์ดัมกับเมืองที่เราชอบมากที่สุดในทริปนี้ ที่นี่คือ Lisse และสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปักเมืองนี้เอาไว้ในแผนการเดินทางก็คือทุ่งดอกทิวลิปที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกและมีเวลาเปิดทำการแค่ 3 เดือนต่อปีเท่านั้น ในช่วงฤดูใบผลิ only! แค่เห็นในรูปเราก็ว่าสวยแล้ว ของจริงนี่คือสวรรค์ของคนรักดอกไม้อย่างเราชัดๆ




วิธีการมาที่นี่ก็ง่ายมาก ตั๋วเข้าชมสวนดอกไม้จะมาพร้อมกับตั๋วรถบัสแบบ round trip รับ-ส่งทั้งขาไปและขากลับจากเมืองอัมสเตอร์ดัม สามารถซื้อออนไลน์ล่วงหน้าแล้วค่อยมาบุ๊คช่วงเวลารถที่จะขึ้นได้ที่ออฟฟิศตั๋วใกล้ๆ กับจุดขึ้นรถได้เลย โดยที่ทุกคนจะมีเวลาอยู่ใน Keukenhof ประมาณ 4 ชั่วโมง และจะต้องกลับตามรอบเวลาที่บุ๊คไว้ เพื่อป้องกันปัญหาจำนวนคนเกินจำนวนที่นั่งบนรถ ซึ่งถือว่าเค้าบริหารได้แบบมือโปรสุดๆ

 



ด้านในสวนแบ่งเป็นโซนย่อยๆ ทั้งส่วนที่แสดงกล้วยไม้ สวนดอกไม้นานาพันธุ์ด้านนอก หรือในเรือนที่มีแต่ดอกทิวลิปหลากหลายพันธุ์ ปลูกในกระถางที่จัดวางตามโทนสี อวดให้นักท่องเที่ยวแต่ละกรุ๊ปมาแบทเทิลสกิลการถ่ายรูป ทั้งทีมที่สะพายกล้อง DSLR จริงจังมาเลย ทีมอาจุมม่ากับไม้เซลฟี่ที่ช้อนลงไปกดถ่ายดอกไม้แบบโคลสอัพรัวๆ หรือทีมอยากจะเป็นนางแบบ แข่งกันโพสท่ากับดอกไม้ ดูดอกทิวลิปก็เพลินแล้ว ดูบรรยากาศรอบๆ ก็คึกคักยิ่งขึ้นไปอีก

 




นอกจากดอกไม้แล้ว ยังมีจุดแลนด์มาร์คที่เป็นกังหันไม้ขนาดยักษ์อีกที่ที่ต้องแวะไปถ่ายรูปด้วย และระหว่างทางก็จะมีการบูธขายขนม ขายอาหาร และการแสดงย่อมๆ ให้ได้แวะไปพักดูกัน แต่ที่น่าสะใจสุดๆ และน่าจะเป็นไฮไลต์อันดับหนึ่งของที่นี่คงจะเป็น Boat Tour ที่พาเข้าไปชมทุ่งทิวลิปที่ใหญ่ที่สุดของ Keukenhof น่าเสียดายตรงที่คิวยาวมากและเวลาของเราก็ไม่พอ เลยอดโปรแกรมนี้ไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 4 ชั่วโมงใน Keukenhof ก็เป็นอะไรที่เราประทับใจมากๆ ได้สนุกกับการเล็งกล้องถ่ายรูปไปทุกองศา และเดินปล่อยใจ ค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศน่ารักๆ ของสวนดอกไม้แห่งนี้ ถ้าได้มีโอกาสกลับไปครั้งหน้า จะเตรียมเดรสสวยๆ ไปใส่ แล้วโพสม่ากับทุ่งทิวลิปไปอีกร้อยชอตเลย สัญญา!!





City No.6 : Giethoorn

หมู่บ้านชื่ออ่านยากกับคอนเซปต์ที่เป็นหมู่บ้าน car-free ไม่มีถนน ไม่มีรถ มีเพียงแค่คลองที่ตัดผ่านหน้าบ้านแต่ละหลังเท่านั้น คือจุดสุดท้ายที่เราตัดสินใจจะทำเดย์ทริปออกมานอกเมืองอัมสเตอร์ดัมในวันที่สี่ วิธีการเดินทางที่ง่ายที่สุดคือการซื้อแพ็คเกจทัวร์ ซึ่งเว็บไซต์ที่เราใช้ก็คือ getyourguide.com มีบริการทั้งรถรับ-ส่ง เป็นรถตู้แบบไพรเวทพร้อมคนขับรถที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ไปพร้อมๆ กันด้วย กรุ๊ปของเรามีทั้งหมด 7 คนและใช้เวลาออกจากอัมสเตอร์ดัมประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่เมือง Giethoorn ละ

ภาพแรกของ Giethoorn ที่เราเห็นคือทุ่งหญ้าโล่งโจ้งตัดกับท้องฟ้าที่ยังปลอดเมฆอยู่ รถมาดรอปได้ถึงแค่ที่ท่าเรือเท่านั้นและจากจุดนี้ เราก็นั่ง boat ride ที่จะพาเราไปวนรอบหมู่บ้านหนึ่งรอบใหญ่ ใช้เวลาทัวร์ประมาณ 1 ชั่วโมง




เอกลักษณ์ของ Giethoorn นอกจากความที่เป็นหมู่บ้านปลอดถนนแล้ว ลักษณะและรูปทรงของบ้านที่นี่ก็ไม่เหมือนที่อื่นเลย หลังคาบ้านทำจากฟางตากแห้ง ดูพลางๆ แล้วก็ให้อารมณ์ประมาณหมู่บ้านฮอบบิท บ้านทุกหลังเป็นบ้านชั้นเดียวที่สร้างอยู่บนบล็อกของตัวเอง มีสนามหญ้าและล้อมรอบด้วยแม่น้ำ การเดินทางเข้า-ออกหรือจากบ้านสู่บ้านจะมีแค่เรือและทางเท้าเท่านั้น ขนาดที่ว่าเวลาเก็บขยะยังต้องใช้เรือขยะแทนรถขนขยะเลย จะเรียกว่า eco-friendly ก็ไม่ผิดอะไร




เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ใน Giethoorn ผ่านไปเร็วมากๆ เดินเล่นชมหมู่บ้านอีกแป๊บนึง พักเบรกทานอาหารเที่ยงชมวิวอีกแป๊บ ก็หมดเวลาซะละ เป็นเมืองปิดท้ายทริปในเนเธอร์แลนด์ที่ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย และเป็นการเคลียร์ความวุ่นวายในหัวออกไปได้แบบไม่รู้ตัว สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความสงบและความอบอุ่นเฟรนด์ลี่ของคนในเมืองนี้



5 วัน 4 คืนในเนเธอร์แลนด์ผ่านไปแบบเร็วๆ เร็วแบบที่ว่าเรายังไม่ทันได้ทำความรู้จักกับอัมสเตอร์ดัมดีพอก็ต้องจากกันซะละ (อันที่จริงก็เพราะแอบนอกใจไปเที่ยวนอกเมืองซะเยอะ) ยังไงๆ ก็คงต้องมีครั้งที่สองที่ได้กลับมาที่นี่อีก ไม่รู้ล่ะว่ายังไงหรือเมื่อไหร่ แต่ทิ้งคำสัญญาไว้หน้า Central Station แล้วว่า I'll be back for sure!

Until next time : )



–Mint Travelerspulse


WESTERN EUROPE PART TWO : BELGIUM

Next Project

See More