WESTERN EUROPE PART I : GERMANY

จากแดนส้มตำสู่เมืองแห่งเพรทเซล

09.04.2018

เวลา 6 โมงเช้ากับอากาศประมาณ 10 องศาเหนาะๆ  แสงแรกของวันกระทบกับตัวถังของ Airbus 380 พอมองทอดสายตาไปไกลๆ ก็เห็นทุกอย่างในสนามบินแห่งนี้ฉายไปด้วยสีส้มอมทอง

นี่แหละคือภาพแรกของเรากับแฟรงค์เฟิร์ตในครั้งนี้

ยุโรป โซนที่ได้มาแตะๆ จากทริปกับการบินไทยครั้งที่แล้ว กลายมาเป็นจุด kick off ของการเดินทางในยุโรปโซนตะวันตกในเที่ยวนี้ 9 วันกับ 11 เมือง กระเป๋าเดินทาง 3 ใบใหญ่และอีก 2 ชีวิตที่เป็นบัดดี้เที่ยวมาตั้งแต่เราเกิด (คุณพ่อกับน้องสาวนั่นเอง) เราคงจะได้รู้จักกับซีกโลกฝั่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น และถึงความง่วงหงาวหาวนอนจะทำให้สติหลุดออกจากตัวไปนิดนึง ณ ขณะนั้น ความตื่นเต้นก็แอบก่อตัวแบบเงียบๆ เหมือนเช่นทุกคร้ังที่เราแค่ได้ออกเดินทาง

Western Europe ครั้งนี้จะเป็นยังไง มิ้นต์ขอเริ่มด้วยพาร์ทแรกในประเทศที่ 1 ของทริปนี้ก่อนละกัน ดินแดนแห่งเพรทเซล ขาหมู ซาวเคราท์ และเบียร์...แหงล่ะสิ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก เยอรมัน !




CITY No.1: Heidelberg

จากสุวรรณภูมิ เราเลือกบินตรงกับการบินไทยไฟลท์ช่วงเกือบๆ เที่ยงคืน ไปแลนด์ที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ตตอน 6 โมงเช้าพอดีเป๊ะ แพลนของวันแรกคือการยิงตรงจากแอร์พอร์ตไปสำรวจเมืองเก่าที่มีชื่อว่า Heidelberg อยู่ทางตอนใต้ของแฟรงค์เฟิร์ต ระยะทางห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟ โดยแลนด์มาร์คสำคัญที่เราอยากจะไปเจอะเจอประจำวันแรกก็คือปราสาท Heidelberg




เริ่มแรกกับการโดยสารรถไฟที่เยอรมัน พวกเราก็หลงสถานีกันซะละ เราต้องไปเปลี่ยนสายกันที่สถานี Mannheim Hauptbahnhof เพื่อมุ่งหน้าต่อไปที่ Heidelberg Central Station แต่ดันใจร้อนรีบยกแบกกระเป๋าลงก่อนหนึ่งสถานีที่ดันมีชื่อข้างหน้าว่า Mannheim เหมือนกัน ไม่เป็นไร ลงมาสูดอากาศรอรถไฟขบวนถัดไป พร้อมกับบทเรียนที่ว่าดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ของสองอย่างต่างกันละ



ขอคั่นด้วยการขายของนิดๆ ถ้าถามว่าเดินทาง 3 ประเทศทีเดียวกันอย่างนี้ เรื่อง Wi-fi หรือการใช้อินเตอร์เนททำยังไง นี่ๆ จะบอกให้ว่าเครื่องนี้เลย มีอันเดียว ครบ จบ ต่อเนตปรื๊ดๆ ไม่ขาดการติดต่ออย่างแน่นอน เซอร์วิสดีๆ จาก Tripizee กับราคาแพ็คเกจที่เป็นนางงามมิตรภาพเอาซะมากๆ ในยุโรปเริ่มต้นที่ 350 บาทต่อวันเองนะ สัญญาณดีไม่มีตก และที่สำคัญคือแบตอึดมากๆ อยู่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องพกที่ชาร์จให้หนักกระเป๋า ใครที่กำลังมีแพลนเดินทางไปต่างประเทศ สามารถไปเช็ครายละเอียดเพิ่มได้เลยที่เฟซบุคเพจ Tripizee และเว็บไซต์ www.tripizee.com 


Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018

Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018

มาถึงที่สถานี Heidelberg เราต้องต่อรถบัสเบอร์ 33 ต่อไปยังป้าย Rathaus-Bergbahn เพื่อขึ้นโมโนเรลไปถึงตัวปราสาท ซึ่งก่อนจะไปถึงจุดซื้อตั๋วโมโนเรลได้ เราจะต้องเผชิญกับความซับซ้อนของตู้กดตั๋วรถบัสก่อน ระบบที่นี่คือการจ่ายบัตรแบ่งตาม Tariff หรือโซนที่เป็นจุดหมายปลายทาง กดไปกดมา มั่วไปมั่วมาจนได้บัตรโดยสารเที่ยวเดียว 3 ใบ จากป้าย Heidelberg Central Station ด้านหน้าสถานีสู่ป้าย Rathaus-Bergbhn จุดขึ้นโมโนเรล แค่ 30 นาทีก็ถึงละ





ตั๋วโมโนเรล (หรือตามป้ายที่แปะเอาไว้เรียกว่า Finocular) ราคา 7 ยูโรต่อคน ซึ่งในราคานี้รวมค่าเข้าชมตัวปราสาทและพิพิธภัณฑ์เข้าไปแล้ว รอบเวลาของการออกรถคือทุกๆ 10 นาที มีทั้งหมด 2 จุดแวะที่ต้องไป จุดแรกคือตัวปราสาท Heidelberg และถ้านั่งต่อไป จะไปถึงขั้นที่ 2 ที่ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟไม้เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวที่อยู่บนยอดเขา





หลังจากนั่งชมวิวจากหน้าต่างโมโนเรลได้ไม่ทันไร เราก็มาถึงจุดแวะแรกซึ่งเป็นไฮไลท์ของการมาที่นี่ ปราสาท Heidelberg นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะนึกไปถึงรูปปราสาทเหมือนบัคกิ้งแฮมหรือแวร์ซายล์สวยๆ แต่แท้จริงแล้วที่ Heidelberg เป็นแค่ซากปรักหักพังของความรุ่งเรืองในยุคนั้น ย้อนกลับไปก็น่าจะประมาณศตวรรษที่ 13 แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีส่วนที่ถูกบูรณะซ่อมแซมและบางส่วนที่เป็นผู้รอดชีวิตจากการโดนทำลาย เราเลยได้เห็นทั้งสองบรรยากาศที่อยู่ระหว่างความร้างกับความอู้ฟู่





ประวัติศาสตร์ของปราสาท Heidelberg มีอยู่ยาวนานมากๆ ถ้านับอายุก็น่าจะเข้าสู่ปีที่ 800 ผ่านกษัตริย์หลายพระองค์และรูปแบบของผังตัวปราสาทก็มีการดัดแปลง ต่อเติมฝั่งนั้น ยุบฝั่งนี้ เพิ่มหอคอย ลดปีกซีกนี้ ขุดคลองเสริมและอีกต่างๆ นานาตามพระประสงค์ของผู้ปกครอง และที่น่าประหลาดใจมากๆ คือไม่ว่าจะผ่านหายนะทางธรรมชาติอย่างฟ้าผ่า ไฟไหม้ หรือแม้แต่สงคราม บางส่วนก็ยังคงสภาพเหมือนเดิม ใครที่อยากรู้เรื่องราวความเป็นมา เราขอแนะนำให้ซื้อ Guided Tour เพิ่มคนละ 5 ยูโร ได้ฟังเรื่องที่น่าสนใจแบบเพลินๆ และไกด์จะพาเข้าไปชมบริเวณด้านในของอาคาร จุดที่ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมด้วย


Europe - Germany Belgium Netherlands, Summer 2018


เดินอ้อมไปที่ด้านหลังของตัวปราสาท จะมีจุดชมวิวที่มองพาดเห็นหลังคาสีอิฐของบ้านหลังเล็กหลังใหญ่ที่อยู่ในตัวเมืองด้านล่างและแม่น้ำ Neckar ที่ทอดตัวยาวผ่านเมืองด้วย เป็นจุดที่เราจะต้องฝ่ากับดงนักท่องเที่ยวและกองทัพไม้เซลฟี่ แต่ถ้าผ่านมาตรงถึงแผงระเบียงได้แล้ว ที่นี่คือหนึ่งใน Photo Spot ที่สวยมากๆ จุดหนึ่งเลยแหละ





นั่งโมโนเรลและต่อรถไฟไม้ขึ้นไปอีกขั้นเพื่อไปยังจุดชมวิวที่เป็น Top of Heidelberg เราก็ได้เห็นวิวของตัวเมืองแบบไกลลิบลิ่วตัดกับเส้นขอบฟ้า มีปุยหมอกจางๆ คั่นอยู่ในอากาศ ให้อารมณ์เหงานิดๆ

ข้างบนนี้นอกจากจะเป็นจุดชมวิว มีกล้องส่องทางไกลแบบหยอดเหรียญให้ใช้บริการแล้ว ก็ยังมีร้านอาหารเล็กๆ พร้อมกับที่นั่งริมระเบียงและคาเฟ่ขายขนมกับเครื่องดื่มจุบจิบด้วย ดูวิวกันจุใจแล้วเราก็ย้อนกลับเส้นทางเดิมไปที่สถานีต้นทางแล้วจับรถบัสต่อรถไฟกลับไปที่ตัวเมืองโคโลญจน์ ที่ๆ เราจะพักค้างคืนกันในวันนั้น



City no.2 : Cologne

กลับมาที่ตัวเมืองโคโลญจน์ช่วงเย็นๆ หลังจากที่เอากระเป๋าไปดรอปไว้ที่โรงแรมแล้ว ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการหาของกินและเดินตัวปลิวสำรวจรอบๆ เมืองได้

ถ้าถามว่าโคโลญจน์เป็นเมืองแบบไหน เท่าที่เราสัมผัสได้ ที่นี่มีทั้งความเก่าความใหม่ผสมกันเหมือนกับเมืองในยุโรปโดยทั่วไป มีแลนด์มาร์คเป็นมหาวิหารที่ตั้งตระหง่าน เป็นจุดนัดพบของคนเมืองนี้ มีแกเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะกระจายอยู่ทั่วๆ และมีความชิลของวิวแม่น้ำ Rhine ที่ลัดเลาะผ่านตัวเมือง

 



ด้วยความที่ช่วงเย็น สถานที่ท่องเที่ยวเริ่มทยอยปิดกันแล้ว เราเลยเปลี่ยนแผนจากที่จะเข้าไปเดินดูในตัวโบสถ์ของ Cologne Cathedral เป็นถนนชอปปิ้งหลักที่ชื่อว่า Schildergasse แทน





แถวนี้มีร้านเสื้อผ้าแบรนด์ใหญ่ๆ เรียงตัวอยู่กันครบ แต่ที่ล่อให้เราติดกับได้สุดๆ เห็นจะเป็นพวกร้านขนมที่อยู่ระหว่างทางอย่างร้านขายเฟรนช์ฟรายส์เจ้านี้เลย ถ้าเรียกให้ถูกก็คือเบลเยียมฟรายส์ กิมมิคของเค้าคือซอสที่มีให้เลือกเยอะมากเป็นลิสต์ยาวๆ และตัวแพคเกจจิ้งที่ดูเก๋ไก๋เอาซะมากๆ มาถึงถิ่นแล้วก็ต้องลองของแปลกประจำย่านซะหน่อย ไอเทมที่เราเลือกคือซอสมะเขือเทศแกงกะหรี่ที่เป็นซิกเนเจอร์ของประเทศในยุโรปตะวันตกแถบนี้ เป็นอะไรที่แปลกใหม่แต่ก็อร่อยและทานเพลินๆ ดี



10.05.2018

วันที่สองของการเดินทางเราก็ต้องข้ามประเทศกันซะละ ก่อนที่จะจับรถไฟเที่ยวเที่ยงวันไปที่ประเทศจุดหมายปลายทางหมายเลขสอง มีเวลาเล็กน้อยให้พอไปเดินเล่นรอบเมืองและแน่นอนว่าจุดที่เราตั้งใจแบบหมายมั่นปั้นมือว่าจะพลาดไม่ได้ก็คือมหาวิหารแห่งเมืองโคโลญจน์หรือ Cologne Cathedral นั่นเอง




ที่ตั้งหาไม่ยากเลย แค่เดินมุ่งหน้าไปทางสถานีรถไฟ ก็จะเห็นยอดของตัววิหารที่สูงแทงอยู่ในอากาศ คำว่ามหาวิหารอธิบายความแกรนด์และยิ่งใหญ่ของที่นี่ได้เป็นอย่างดี ความสูงตั้งแต่ตัวฐานไปจนถึงปลายยอดด้านบนน่าจะไม่ต่ำกว่าตึก 15 ชั้น เป็นสัญลักษณ์ของนิกายคาทอลิกในเยอรมันและตัวแทนของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค

ข้อที่น่าทึ่งมากๆ คือปีที่มหาวิหารโคโลญจน์ถูกสร้างคือช่วง ค.ศ. 1248 ไม่มีแต่เครื่องจักรหรือเครนเอาไว้ยกตัวโครงสร้าง สิ่งที่เห็นคืองานฝีมือของมนุษย์ล้วนๆ 100% ยังไม่รวมงานแกะสลักทั้งด้านนอกด้านใน งานกระจกสีและงานจิตรกรรมที่เป็นดีเทลเล็กๆ น้อยๆ อีก ดูไปก็ขนลุกไป




ที่นี่ไม่คิดค่าเข้าชม พอเดินผ่านประตูกระจกบานเลื่อนอัตโนมัติ เราก็จะเจอกับโถงของตัวโบสถ์ที่โอ่โถง มีทั้งชาวคริสต์ที่เข้ามาประกอบพิธีทางาสนาและนักท่องเที่ยวเดินปะปนกันอยู่ด้านใน ทุกอย่างคืองานวิจิตร สวยทุกองศาทุกมุมจริงๆ



ก่อนจะแยกจากโคโลญจน์และเยอรมัน เราขอแวะซื้อ เพรทเซล ขนมที่เป็นเหมือนของคู่บ้านคู่เมืองของที่นี่ติดมือไปชิมบนรถไฟซะหน่อย เป็นเวลา 20 กว่าชั่วโมงใน 2 เมืองของเยอรมันที่ผ่านไปเร็วมากๆ แต่นี่คือแค่ช่วงเริ่มต้นของทริปนี้เท่านั้นนะ จะไปต่อที่ไหน ไปชิมอะไร ไปเห็นอะไรอีกบ้าง รออ่านกันได้ในพาร์ทหน้าจ้า :)

–Mint Travelerspulse


RANONG DIARY | SUN-KISSED & SEAFOOD

Next Project

See More