TAIPEI QUICK GUIDE

ไทเปชิคๆ ฉบับคนไม่ค่อยมีวันลา

ไทเปไม่ได้มีแค่ชานมไข่มุก!!

ใครที่บอกว่าไปแล้วไม่เห็นมีอะไรให้ทำ ของกินก็งั้นๆ ของช็อปก็เฉยๆ เราขอเถียงกลับด้วยสิ่งที่เราได้ไปค้นพบมาจากทริปใจเร็ว 3 วัน 2 คืน (ตามแบบฉบับคนทำงานประจำ มีวันลาน้อยแต่ก็ใจแตกอยากเที่ยวทุกเดือน) ในมหานครที่เป็นเหมือนฝาแฝดกรุงเทพแห่งนี้ เมืองที่ไม่ได้รีบเร่งจนเกินไป มีสเปซสีเขียวๆ ให้ได้พักหายใจบ้าง และเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่ ทั้งสองขั้วรวมตัวกันได้แบบพอดี ใครที่ยังไม่เชื่อ เราขอให้อ่านบทความนี้ให้จบแล้วคุณจะต้องเปลี่ยนใจ อยากลองไปโดนเสน่ห์วิ้งๆ ของไทเปสักครั้งแน่นอน!



เราดิ่งตรงจากสุวรรณภูมิสู่สนามบินเถาหยวน เมืองไทเป ไปกับการบินไทย ซึ่งจากทั้งหมด 7 ไฟลท์ต่อวัน เราเลือกไฟลท์เช้าสุดเพราะเราเป็นคนขยัน (หึ ความจริงคือกลัวมีเวลาเที่ยวน้อยต่างหาก!) เครื่องออกเวลา 07.10 น. ใช้เวลาบินเบ็ดเสร็จประมาณ 3 ชั่วโมง 45 นาที เครื่องก็พาเราแลนด์แบบนุ่มๆ บนรันเวย์ของเถาหยวนแล้ว



ความดีเลิศประเสริฐศรีที่เราไม่เคยผิดหวังกับการบินไทยเลยก็คือเรื่องการบริการ พี่ๆ ลูกเรือแต่ละท่านดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ขาดเหลืออะไรก็คอยถามและเอามาเสิร์ฟให้ถึงที่นั่งเสมอ อาหารเช้าก็มีบริการบนเครื่องแบบอุ่นร้อนๆ เลย ถ้าเบื่อๆ ก็กดดูหนังจากจอส่วนตัวหน้าที่นั่ง อ่านหนังสือต่ออีกสักแป๊บก็ถึงจุดหมายปลายทางซะแล้ว แถมน้ำหนักกระเป๋าก็ไม่ต้องพะวงเพราะมีให้ตั้ง 30 กิโลกรัม เช็กอินก็สะดวก ทุกอย่าง smooth as silk ตามสโลแกน บินครั้งไหนๆ เราก็มั่นใจเวลาไปกับการบินไทยเพราะของเค้า #สบายต่างกัน จริงๆ นะ : )




Useful Facts

ก่อนจะไปตะลุยเที่ยวกัน ขอแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไปไต้หวันสักนิด อันนี้คือแชร์จากประสบการณ์ที่เราไปมาจริงๆ และหวังว่าน่าจะช่วยให้หลายๆ คนแพลนทริปได้ง่ายขึ้นไม่มากก็น้อยนะ

วีซ่า - ถึงข่าวจะออกมาให้ขวัญเสียเล่นๆ แต่ปีนี้ปีหน้า คนไทยก็ยังคงได้รับฟรีวีซ่าจากรัฐบาลไต้หวัน บินไปเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องทำเรื่องให้ยุ่งยาก แค่อย่าไปทำเรื่องยุ่งในประเทศเขาพอ

ค่าเงิน - NTD คือชื่อสกุลเงินของไต้หวัน เรียกกันเป็นดอลลาร์ ส่วนการเทียบกลับมาเป็นเงินบาทไทยง่ายๆ เลยเพราะว่าเท่ากันเกือบเป๊ะ "1 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 1.1 บาทไทย" เวลาซื้อของก็ไม่ต้องคำนวณอะไรให้ปวดหัวมาก

ค่าครองชีพ - พูดถึงค่าเงินไปแล้ว มาว่ากันด้วยค่าครองชีพบ้าง แพงกว่าเมืองไทยนิดหน่อย แต่ถูกกว่าหลายๆ ประเทศในระดับเดียวกันอย่างเกาหลีใต้ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ราคาของพวกอาหารเครื่องดื่มก็ประมาณเดียวกันกับในกรุงเทพ ส่วนที่แพงกว่าบ้านเรานิดๆ หน่อยๆ ก็คือค่าโดยสารรถสาธารณะ แต่ถ้าเทียบกับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแล้ว เราว่าโอเคอยู่

ภาษา - คนที่นี่พูดภาษาจีนกลางเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่แล้ววัยรุ่นและพนักงานที่อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกันได้




การเดินทางในเมือง - สำหรับใครที่อยู่แต่ในไทเป ถ้าเดินทางกันน้อยกว่า 3 คน เราแนะนำให้ใช้รถไฟ ซื้อบัตร Easy Card (คล้ายๆ กับบัตร Rabbit บ้านเรา) เตรียมไว้ได้เลยตั้งแต่ต้นทริปแล้วค่อยเติมเงินไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเดินทางกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่า 3 คน ใช้แท็กซี่และ Uber จะคุ้มและสะดวกกว่า

การเดินทางระหว่างเมือง - ระบบรถไฟที่นี่สะดวกสบายมากๆ มีทั้งรถไฟข้ามเมืองแบบธรรมดาและรถไฟแบบความเร็วสูงที่เรียกว่า HSR (High Speed Rail) สามารถซื้อตั๋วได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://www.thsrc.com.tw/index_en.html, ตาม 7-11 และที่เคาท์เตอร์ขายตั๋วหน้าสถานีได้เลย




[DAY 1 : DADAOCHENG]
https://goo.gl/maps/otx3xyyT8Sn
ตลาดผ้า โรงน้ำชา ศาลเจ้าบันดาลรัก



ลงจากเครื่องมาปุ๊บ เก็บกระเป๋าพร้อมล้างหน้าล้างตาที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อยปั๊บ เราก็รีบออกมาเที่ยวกันก่อนที่ตะวันจะตกดินในทันที ซึ่งพื้นที่แรกที่เราลงสำรวจก่อนที่ไหนๆ ก็คือย่านที่เราขอยกให้เป็น "เยาวราชประจำไทเป" หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของนางก็คือ Dadaocheng (ต้าเต้าเฉิง) ที่นี่มีทั้งตลาดผ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ศาลเจ้าที่ดังเรื่องความรักมากๆ และร้านชิคๆ ฮิปๆ ที่โดนหุ้มด้วยตัวตึกด้านนอกที่ถูกเก็บรักษาจากเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างดี




ประวัติศาสตร์คร่าวๆ ของย่าน Dadaocheng ก็คือที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางของการค้าในยุคที่ไทเปเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในปัจจุบัน พวกกิจการครอบครัวของตระกูลเก่าแก่อย่างเช่นพวกร้านขายเครื่องยาจีน ร้านขายสมุนไพรก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ ที่แทรกตัวเข้ามาเพิ่มก็คือธุรกิจของคนรุ่นใหม่อย่างเช่นร้านหนังสือ ร้านขายของดีไซน์เก๋ๆ อาร์ตแกเลอรี่ และคาเฟ่ต่างๆ ที่กระจัดกระจายตัวอยู่ในย่านนี้



จุดแรกที่เราแวะสำรวจกันแบบซูมอินคือตลาดผ้าที่เก่าแก่ที่สุดในไทเปชื่อว่า ตลาดผ้า Yongle (หยงเล่อ) หน้าตาก็คล้ายๆ กับย่านพาหุรัดบ้านเราที่มีแต่ร้านขายผ้าเรียงตัวกันอยู่แต่แทนที่จะเป็นแนวนอน ร้านทุกร้านถูกรวบขึ้นไปอยู่ในตัวตึก มีทั้งหมด 9 ชั้นด้วยกัน




เราใช้เวลาไม่กี่นาทีที่มีจำกัดเดินดูชั้น 2 ของตัวตลาดซึ่งบนชั้นนี้คือมหกรรมผ้าทุกชนิดที่พอจะนึกออกได้ ทั้งแบบอิมพอร์ต ผ้าลูกไม้ ผ้าสีพื้น ผ้าขนเฟอร์ รวมไปถึงผ้าจีนลายประณีตมีแบ่งขายเต็มไปหมด เจสสิก้า เพื่อนไต้หวันของเราบอกว่าถ้าเดินแบบปล่ยอใจลอยๆ อาจจะหาทางออกไม่เจอเลยก็ได้ เพราะแต่ละร้าน แต่ละโซนหน้าตาเหมือนๆ กันหมด ซึ่งก็จริงมากๆ




จุดแวะที่สองคือศาลเจ้าที่เลื่องชื่อแห่งนี้ วัด Xiahai Chenghuang หรือศาลเจ้าเสียไห่เฉิงหวง ที่เค้าว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์เรื่องความรักมากๆ ใครโสดมาขอแฟนก็จะได้แฟนตามที่หวัง ส่วนใครที่มีคู่แล้วมาไหว้ที่นี่ ก็จะมีความรักที่ดีและประสบความสำเร็จเรื่องชีวิตคู่ อันนี้การันตีด้วยเรื่องเล่าจากคนใกล้ตัวเลย รุ่นพี่คนสนิทของเราเองนี่ล่ะที่มาไหว้แล้วกลับมาเจอกับสามีจนได้แต่งงาน ชีวิตดีไปเลย เทพเจ้าที่นี่ขลังจริงๆ




ไหว้เจ้าขอพรกันเสร็จสรรพ เราก็เริ่มค้นหาความเก๋ต่างๆ นานาที่อยู่บนถนน Dihua เริ่มจาก ร้านหนังสือ Bookstore 1920s ตรงหัวโค้งของถนนที่นี่เลย เจสสิก้าคนดีคนเดิมเล่าให้ฟังว่าก่อนจะแปลงสภาพมาเป็นร้านหนังสือน่ารักๆ แบบนี้ แต่ก่อนที่นี่เคยเป็น Watson มาก่อน ตอนนี้มีทั้งหนังสือเก่า หนังสือใหม่ ของที่ระลึกกุ๊กกิ๊กๆ วางขายอยู่




นอกจากร้านหนังสือแล้ว อีกอย่างที่ดึงให้เราเดินเข้าไปส่องๆ ด้อมๆ มองๆ แบบอดใจไม่ได้เลยก็คือพวกร้านเซรามิกกับร้านที่ขายของแฮนดิคราฟท์กระจุ๊กกระจิ๊ก Artyard 67 คือจุดแวะพัก ซึ่งที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ถ้วยน้ำชารูปเสี่ยวหลงเปากับลูกท้อ แต่ด้านบนของร้านเซรามิกนี้ มีโรงน้ำชาแอบอยู่เนียนๆ




ที่นี่มีชื่อว่า South Street Delight Tea House เป็นโรงน้ำชาเล็กๆ บรรยากาศวินเทจมากๆ ที่เสิร์ฟชาไต้หวันคุณภาพดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คือชาอู่หลงประเภทต่างๆ

ก่อนที่เราจะเลือกสั่งเป็นกา เค้ามีเทสเตอร์ให้ได้ดมกลิ่นพร้อมอ่านคำอธิบายก่อนว่าแต่ละอย่างหอมต่างกันอย่างไร มีทั้ง Milk Oolong ที่รสชาตินุ่มนวลเหมือนนม มีอู่หลงที่มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ที่พี่พนักงานแนะนำคือให้ลองชิมอู่หลงที่ในเมนูเขียนว่าปลูกในแถบ Sun Moon Lake เพราะที่นั่นเป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อมากๆ ในประเทศ



ในเซตมีขนมชิ้นเล็กๆ หน้าตาน่ารักแบบนี้เสิร์ฟมาให้ด้วย ราคาไม่แพงแถมนั่งคุยกันได้ยาวๆ ได้ชิมชาอร่อยๆ ในบรรยากาศย้อนยุคให้สบายใจหายปวดน่องแล้ว เราก็ไปลุยกันต่อ



อีกหนึ่งคาเฟ่ที่มาแวะจอดกันเป็นร้านที่มีคอนเซปต์ฉีกมากๆ ฉีกแบบที่ว่าอ่านจากในอินเตอร์เนตแล้ว เราจะต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้ ที่นี่มีชื่อว่า Boan 84 Space ความพิเศษมากๆ ของนางก็คือก่อนหน้าที่จะผันตัวเข้าสู่วงการกาแฟ สถานที่ตรงนี้เคยเป็นโรงพยาบาลผ่าตัดมาก่อน มีประวัติศาสตร์มาเป็นร้อยๆ ปี ฟังดูแล้วเหมือนจะหลอนๆ แต่พอเข้ามาสัมผัสกับกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ๆ และเสียงเพลงแจ๊ซบรรเลง มันชิลต่างกันเลย



ที่ Boan 84 จริงจังเรื่องกาแฟมากๆ ใช้วิธีฟิลเตอร์แบบกรองทีละหยด มีเมนูให้เลือกหลายๆ แบบทั้งแบบอเริกาโน่เข้มๆ ลาเต้ และ Affogato ที่ราดกาแฟลงบนก้อนไอศครีมนม สำหรับคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีน้ำผลไม้และสมูธตี้บริการด้วย ข้อดีของที่นี่อีกอย่างคือไม่ใช้หลอดพลาสติกและมีปลั๊กไฟให้ใช้แต่ต้องแลกกับการบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ เข้ากองทุนของทางร้านที่จะนำไปช่วยหมาจรจัด ส่วนโครงกระดูกและเตียงผ่าตัด อันนั้นเป็นของตกแต่งอยู่หลังร้าน เปิดไปเจอตอนแรกเราก็กรี๊ดแตกเลย แต่จริงๆ แล้วเค้าโชว์เอาไว้เพื่อบอกเล่าประวัติความเป็นมาของคาเฟ่แห่งนี้แหละ



Dinner : Taipei Bistro
https://goo.gl/maps/QDesfzbWsu92


อาหารจริงจังมื้อแรกของวันก็มาบรรจบที่ประมาณหนึ่งทุ่ม เรานัดเจอเพื่อนซี้ทั้งสองที่ร้านอาหารไต้หวันแนวบิสโทร อยู่แถวๆ ตึก Taipei 101 จะเรียกว่าเป็นอิซากายะสไตล์ไทเปก็ไม่ผิดเพราะหน้าตาคล้ายๆ กับร้านเหล้าญี่ปุ่นที่ขายทั้งอาหารและเครื่องดื่มเอาซะมากๆ ชื่อร้านก็คือ Taiwan Bistro ซึ่งถ้าเขียนเป็นภาษาจีนจะเล่นคำ แปลได้อีกอย่างว่าผู้ชายสุดกะล่อนก็ได้ โลโก้ร้านเลยเป็นลายเส้นเหมือนหน้าผู้ชายที่มีหนวด



อาหารส่วนใหญ่เสิร์ฟมาในจานขนาดกะทัดรัด ประมาณ 1-2 คนทานกำลังดี เน้นอาหารไต้หวันแท้ๆ อย่างพวกเต้าหู้ กระเพาะหมูไส้หมูพะโล้ มีข้าวโพดอ่อนนึ่งที่มาทั้งฝักให้ได้แกะกันเล่นก่อนกิน มีข้าวต้มใส่มันหวานสูตรต้นตำรับ และทีเด็ดนอกจากอาหารแล้วก็คือพวกคราฟท์เบียร์ที่มีให้ลองหลายแนวมากๆ ทั้งเบียร์สด เบียร์ผลไม้ เบียร์ผสมชา หรือแม้เบียร์รสฟัก (วินเทอร์เมลอน) เป็นการทดลองทางรสชาติที่เพลิดเพลินมากๆ แถมราคายังไม่แพงด้วย




Night 1 : Raohe Night Market
https://goo.gl/maps/yijmWXwwoMJ2
ไม่ได้ 'ใหญ่' ที่สุดแต่ 'ถูกและอร่อย'


ยังอิ่มแบบไม่สะใจ เพื่อนไต้หวันเลยพามาเพิ่มความหนักของพุงที่ไนท์มาร์เก็ตซะหน่อย ก็อย่างที่เค้าว่ากันว่าถ้ามาถึงไต้หวันแล้วไม่ได้เดินเที่ยวตลาดกลางคืน มันก็เหมือนมาไม่ถึง เราเลือกที่ๆ อยู่ไม่ไกลจากร้านอาหาร จาก Taiwan Bistro นั่งแท็กซี่มาก็ประมาณ 15 นาที ถึงจะไม่ใช่ตลาดที่มีขนาดใหญ่เว่อร์วังที่สุด แต่ที่นี่คือตลาดกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดในไทเป มีชื่อว่า Raohe Night Market (เหราเหอ)




ด้านหน้าตลาดสังเกตได้ไม่ยาก มีซุ้มประตูพร้อมป้ายชื่อที่ย้ำชัดๆ ว่ามาถึงถูกที่แล้ว ข้างๆ ทางเข้าตลาดก็มีศาลเจ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่พร้อมกับคิวแท็กซี่ที่จอดรอรับผู้โดยสารเป็นแถว ที่นี่มีทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และของใช้กระจุ๊กกระจิ๊กวางขาย ซึ่งหนึ่งในเมนูที่ห้ามพลาดเลยคือซาลาเปาย่างในรูปข้างบน เป็นขนมที่ต้องมาปักแลนด์มาร์กลองกันให้ได้เลย




Dogs of Raohe ที่นี่มาน้องหมาเยอะมากๆ เป็นความเพลินใจอย่างหนึ่งของการมาเดินเล่นที่เหราเหอ หันไปทางไหนก็เจอแต่หมาน่ารักๆ มองตาแป๋วกลับมา อดใจไม่ได้ต้องเดินเข้าไปเล่นด้วยและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก




เราชิมไอ้นู่นไอ้นี่ริมทางมาเรื่อยๆ แล้วก็มาหยุดที่ร้านน้ำแข็งไสเจ้านี้ นอกจากความชื่นใจของเมนูน้ำแข็งที่มีให้เลือกหลายสไตล์มากๆ แล้ว (เราจิ้มอันที่มีสตรอเบอร์รี่ นมข้นหวาน และไข่มุก) กิมมิคอีกอย่างคือที่โต๊ะจะมีเครื่องกดเซียมซีเล็กๆ ให้ได้หยอดเล่นกัน ระหว่างรอกินน้ำแข็งไสก็อ่านคำทำนายดวงไป สนุกก่อน อร่อยทีหลัง!




1 ชั่วโมงนิดๆ ผ่านไป เราก็เดินไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของตลาด จากเรื่องเม้าธ์ต่างๆ ของเพื่อนไต้หวัน เราขำอยู่กับหนึ่งเรื่องที่นางเล่าให้ฟังว่า ถ้าเดินๆ อยู่แล้วแม่ค้าพ่อค้าเกิดล่ก วิ่งเก็บแผงกันแบบจ้าละหวั่นก็ไม่ต้องตกใจไป มันแค่เป็นวันที่เทศกิจมาลงพื้นที่ตรวจ ให้ยืนรอสักแป๊บนึง เดี๋ยวพวกนางก็กลับมากางแผงกันใหม่เอง คิดไปคิดมาก็คงเหมือนตลาดร่มหุบของบ้านเรานั่นแหละ เราว่านี่คงเป็นสีสันที่สถานที่อื่นๆ ให้ไม่ได้เหมือนกับตลาดนัดอะเนอะ


Day 2 : Huashan 1914 Creative Park
https://goo.gl/maps/ttjtTKY9CS12
โรงงานเก่าที่แปลงร่างเป็นแหล่งสุดฮิป


ที่นี่คือศูนย์รวมของวงการศิลปะ ความครีเอทีฟในเมืองไทเป และไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นชิคๆ ทุกคน เป็นสปอตที่เจสสิก้าชวนมาและย้ำว่าต้องพามาให้ได้เพราะนางรู้ว่าที่นี่คือที่ของชะนีที่รักงานดีไซน์ ศิลปะ และแสงแดดแบบเรา  Huashan 1914 Creative Park ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังจริงๆ ไม่สิ! ชอบที่นี่มาก หลงที่นี่สุดๆ เลยด้วยซ้ำ!!



ถ้าให้อธิบายคร่าวๆ Huashan Creative Park ก็คือพื้นที่กว้างๆ ที่มีตึกชั้นเดียวหลายๆ ตึกตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน สมัยก่อนที่นี่เคยเป็นโรงงานผลิตไวน์และเหล้าตั้งแต่ปี 1916 ช่วงที่ไต้หวันยังคงอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่นและถูกปล่อยร้างในช่วงที่ฐานการผลิตโดนย้ายไปนอกเมืองช่วง 1987 จนในปี 2005 ที่รัฐบาลกลับมาฟื้นฟู Huashan อีกครั้ง ในปัจจุบันที่นี่กลายเป็น Hub ของศิลปิน มีอาร์ตแกเลอรี่ มีพิพิธภัณฑ์เจ๋งๆ มีร้านขายของแฮนด์เมดไอเดียดี คาเฟ่ ร้านอาหาร โรงหนังที่ฉายหนังอาร์ตๆ และร้านหนังสือที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลกด้วย



เริ่มต้นด้วยชานมอุ่นๆ สักแก้ว ร้านนี้เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ถูกใจเพื่อนๆ ไต้หวันเรามาก นางบอกกันว่ามาที่นี่ทีไรก็ต้องแวะมาที่ใต้บันไดตรงจุดนี้เพื่อซื้อชานมทุกที รสชาติของชากลมกล่อมผสมกับความนวลของนมสดแท้ๆ พอได้ชิมก็เข้าใจว่าทำไมเพื่อนๆ ถึงชอบกันนักหนา




เดินสำรวจรอบๆ เราก็เจอกับห้องนิทรรศการที่อยู่ในตัวอาคารต่างๆ ของ Huashan Creative Park ซึ่งนิทรรศการที่จัดแสดงก็จะสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางงานก็อยู่ยาวทั้งปี บางตัวก็มีอายุแค่ครึ่งปีแล้วก็มีงานใหม่มาแทนที่



เราแวะเข้าไปดูนิทรรศการที่มีชื่อว่า Coffee Journey จัดโดยสตาร์บัคส์ ความน่าสนใจเริ่มต้นตั้งแต่ทางเข้าที่จำลองไร่กาแฟยกเอามาอยู่ในอาคารนิทรรศการนี้เลย ส่วนที่จัดแสดงเนื้อหาก็เล่าเรื่องการเดินทางของกาแฟตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตไล่มาจนถึงตอนที่ถูกเสิร์ฟอยู่ในแก้วของสตาร์บัคส์ แถมมีมินิเวิร์คช็อปการทำกาแฟให้ได้เรียนรู้กันด้วย




นิทรรศการที่ขโมยหัวใจของใครหลายๆ คนอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งแค่ได้เห็นป้ายทางเข้า เราก็เดินปรี่เข้าไปแบบไม่คิดมากเลย..

คำตอบก็คือนิทรรศการ Moomin นั่นเอง จำลองเป็นหมู่บ้านของมูมินและผองเพื่อน มีตัวคาแรกเตอร์ตั้งโชว์อยู่ให้ได้ถ่ายรูปกัน และมีของที่ระลึกถูกลิขสิทธิ์วางขายด้วย ส่วนที่เราชอบอีกอย่างก็คือตู้ถ่ายรูปนี่ล่ะ โพสท่ากับเพื่อนๆ แบบน่ารักลืมอายุได้ มาพร้อมกับกรอบลายมูมินสุดพิเศษ คิวท์ๆ เลย





นอกจาก main area ของ Huashan Creative ที่มีห้องนิทรรศการ คาเฟ่ ร้านค้าน่ารักๆ แล้ว เราเดินต่อมาทางอีกฟากของตัวพาร์ค ซึ่งฝั่งนี้มีสาขาของร้านหนังสือที่สวยที่สุดในโลกตั้งอยู่ ซึ่งความรู้สึกแรกที่ป๊อปอัพขึ้นมาหลังจากที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศของตัวร้านแล้ว มันเหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกเวทมนตร์ของแฮรี่ พอตเตอร์ ประมาณนั้นเลย



ร้านมีชื่อว่า VVG Thinking เป็นร้านหนังสือที่ทำหน้าที่เป็นร้านอาหารด้วย คาเฟ่ด้วย ขายหนังสือด้วย ขายของแต่งบ้านกระจุ๊กกระจิ๊กด้วย และบางทีก็ถูกใช้จัดงานอีเวนท์ด้วย มีทั้งหมด 2 ชั้นด้วยกัน เดินเล่นแป๊บๆ ก็หมดวันซะละ




Dinner : Taipei Fish Market
https://goo.gl/maps/tvmN2ocT9HT2
ซูชิสดๆ ราคากันเอง ที่ตลาดปลาไทเป



ความอู้หูขั้นสุดมาอยู่ที่มื้อเย็นของเราในวันนี้ เป็นจุดที่แปลกมากๆ เพราะไม่ว่าจะพูดชื่อ Taipei Fish Market ให้เพื่อนคนไต้หวันฟังกี่คน ไม่มีใครรู้จักเลยสักคนเดียว! แต่ที่นี่เป็นที่ๆ เพื่อนคนไทยทุกคนบอกว่าต้องไปจัดให้ได้

ในเมื่อรีแอคชั่นต่างกันสองขั้วสองอารมณ์ขนาดนี่ เราเลยตัดสินใจไปลองเองเลยละกัน นั่งรถบึ่งต่อไปที่ Addictive Aquatic Development หรือที่เรียกกันว่าตลาดปลาไทเปนั่นแหละ และเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ตัดสินใจไม่ผิดเลย!




ตัวตลาดปลาตั้งอยู่ในย่าน Zhongshan ความเซอร์ไพรซ์อย่างที่สองของเราก็คือนางไม่ใช่ตลาดปลาแบบเก่าๆ ไม่ใช่ตลาดปลาแบบเหม็นคาวๆ แบบที่เราคิด แต่เป็นตลาดปลาที่ชิคพอตัวเลย อารมณ์ประมาณ The Commons ตรงทองหล่อบ้านเรา แต่แค่เน้นขายเฉพาะซีฟู้ดอย่างเดียว




ไฮไลท์อยู่ที่ตัวตึกด้านซ้ายที่มีทั้งโซนที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขายซีฟู้ดสดๆ สดขนาดที่ว่าจิ้มตัวไหน สต๊าฟค่อยไปตักตัวนั้นออกมาจากตู้ มีทั้งปูขน ปูอลาสก้า ปลาตัวโต ปลาตัวจิ๋ว หอยต่างๆ นานามาครบ มีโซนที่ขายซีฟู้ดแบบปรุงแล้วและเป็น Gourmet Market ขายผักผลไม้อื่นๆ ด้วย และโซนที่เป็นเหมือนเพชรยอดมงกุฎ เป็นส่วนไคลแม็กซ์ของการมาตลาดปลาแห่งนี้ก็คือ Sushi & Seafood Bar เป็นร้านอาหารที่ขายทั้งซูชิ ซาชิมิ ซีฟู้ดเผา เนื้อย่าง และอาหารอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งความพิเศษอยู่ที่ "ที่นี่ไม่มีที่นั่ง!" ทุกคนต้องไปจับจองพื้นที่เคาท์เตอร์บาร์และยืนกินเท่านั้น และความหยิ่งของนางก็คือรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น




เรื่องราคาถูกและคุ้มค่าอย่างที่ทุกคนว่าจริงๆ ไหม ขอตอบเลยว่า "ใช่!" ตัวโตๆ พวกซูชิแบบตัวท็อปอย่างเช่นอูนิ หรือโอโทโร่ ที่นี่ขายคำละ 150-180 ดอลลาร์เท่านั้น เทียบเป็นราคาไทยก็คือ 150-180 บาท กินทั้งเซตใหญ่ๆ ซูชิเป็น 10 คำ ตก 300-400 บาท เรากินไปเยอะมาก ทั้งปูเป็นครึ่งโหล หอยนางรม ซูชิอีกเกือบๆ 30 กว่าคำ ซุปซีฟู้ด ไปกันสามคนตกคนละพันกว่าบาทเท่านั้น คือถ้าเทียบปริมาณ คุณภาพ และราคา เราขอบอกเลยว่าคุ้มมากเว่อร์ เกินเรื่องเอาซะมากๆ ✨

We recommend: เซตที่ชื่อว่า Li Le และ Li Tun ไปสามคน ช่วยกันกินกำลังอิ่มดี และได้ชิมประเภทซีฟู้ดที่หลากหลายในเซตเดียวจบปึ้ง อร่อยปั้ง!



เมนูเนื้อย่างแบบเสียบไม้ก็มีบริการ เครื่องดื่มทั้งค็อกเทล ไวน์ เบียร์ อูเมะชู มีให้เลือกดื่มประกอบการทานซูชิแบบหรรษา มื้อนี้สุขใจที่สุด!



Night 2 : Fourplay Bar
https://goo.gl/maps/37UQdoxLsrt
ค็อกเทลปรุงพิเศษสำหรับคุณ และภาพตัด...


จากคืนแรกที่ไปเดินลองชิมอาหารสตรีทฟู้ดแบบมั่วๆ สู่คืนที่สองของการมานั่งจิบค็อกเทลแบบสวยๆ ที่ speakeasy bar ซะหน่อย (ลองมันให้ครบทุกรสชาติ) เรานัดกับเพื่อนซี้อีกคนซึ่งมีนามว่าเจสสิก้าเหมือนกัน และสถานที่นัดพบก็คือที่บาร์แห่งนี้

Fourplay คือชื่อร้านซึ่งความเป็นมาก็คือการรวมตัวของหนุ่มๆ 4 คนที่ชอบเรื่องอาหารและเครื่องดื่มเหมือนกัน ความพิเศษก็คือค็อกเทลของที่นี่สามารถสั่งแบบ tailor made ได้ คือไม่ปรากฏอยู่บนเมนู แต่สามารถรีเควสต์รสชาติ ประเภทแอลกอฮอล์ที่ยืนเป็นเบส และส่วนผสมที่ชอบได้




นอกจากอาหารอร่อยๆ อร่อยมากขนาดที่ว่าถึงจะอิ่มมากจากตลาดปลาแต่ก็ต้องคีบมาลองทุกเมนู เครื่องดื่มที่เจสสิก้าสั่งมาให้ชิมก็ถูกเสิร์ฟมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งค็อกเทลผสมเก๊กฮอวยที่มีน้ำแข็งแห้งลอยอยู่ ก่อนกินก็คือต้องรอให้น้ำแข็งละลายให้หมดก่อนแล้วค่อยซด (ไม่งั้นจะโดนกัดปาก) ช็อตที่เสิร์ฟมาในถ้วยไม้สำหรับสาเก ความล้ำคือมีแก้วซ้อนอยู่ด้านใน บรรจุแอลกอฮอล์อีกประเภทและก่อนจะยกซดรวดเดียว ต้องแทะแผ่นน้ำตาลที่วางไว้ตรงของแก้วด้วย




เจอสองอย่างนี้ก็ว่ามึนแล้ว เราถือคติว่าคืนสุดท้ายต้องไปให้สุด เจสสิก้าก็สั่งเซตที่เป็นเหมือนเมนูซิกเนเจอร์ของที่นี่มาให้ลองชิมกัน เป็นชอตและชูตเตอร์ทั้งหมด 8 อย่าง เรียกรวมกันว่า Drugs เพราะคอนเซปต์ก็คือเป็นการล้อเลียนสารเสพติดแบบต่างๆ ทั้งโคเคน บ้องปุ๊น แต่เอาคอนเซปต์นี้มาทวิสต์กลายเป็นดริงก์ที่มีวิธีการกินที่แปลกประหลาดมากๆ ทั้งการดมควันก่อนกินชอต ทั้งเผาชอตก่อนดื่ม ทั้งชูตเตอร์ที่ต้องฉีดไซริงจ์เข้าปาก 3 ชอตพร้อมๆ กัน แบบที่ต้องสับน้ำตาลแล้วใช้หลอดดูดเกล็ดน้ำตาลก่อนยกชอตดื่ม และที่ล้ำสุดๆ คือเจ้าลูกโป่งที่อัดแก๊สฮีเลียมเข้าไปนี่ล่ะ หลังจากดื่มชอตสุดท้ายจบแล้ว พี่บาร์เทนเดอร์ก็ให้ดูดแก๊สในลูกโป่งตามไปด้วย เหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเลยที่เสียงจะเปลี่ยนเป็นเล็กแหลมเหมือนในการ์ตูนทันที

เจอทั้งเซตนี้ไปก็รู้เรื่องพอตัวเลย รู้เรื่องว่าเมาแล้วจ้า /ยกธงขาว/



เหมือนจะยอมแพ้แล้ว แต่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เรามาจบค่ำคืนที่นี่ PONG บาร์เบียร์ปองที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของวัยรุ่นยกก๊วนกันมา ตั้งอยู่บนชั้นบนของห้าง ATT4FUN ตรงกันข้ามกับ Taipei 101 สำหรับใครที่ไม่รู้จักเบียร์ปอง มันคือดริงค์กิ้งเกมอย่างหนึ่งที่เล่นโดยใช้ลูกปิงปองปาเข้าแก้วของฝั่งตรงข้าม ลูกปิงปองตกลงไปในแก้วไหน ฝั่งที่แพ้ก็ต้องซดเบียร์จากแก้วนั้น ความไฮเทคของท่ีนี่คือเราสามารถสแกน QR Code แล้วเชื่อมกับแอพเพื่อเก็บคะแนนได้ สนุกมากๆ และหลังจากเบียร์ปอง 2 เกม เราก็จบคืนนั้นด้วยความสมบูรณ์แบบ

.

.

.

ภาพตัด!



Day 3 : Taipei 101 + ATT4FUN
https://goo.gl/maps/FmHvUuKcaJm
ชอปปิ้งแบบมึนๆ และพายสับปะรดครึ่งโหล


วันที่ 3 กับการตื่นนอนเวลาเที่ยง เรามีเวลาก่อนขึ้นเครื่องประมาณ 5 ชั่วโมงซึ่งถ้าตัดสินจากความแฮงค์แล้ว กิจกรรมที่ดีที่สุดที่ทำได้ในวันนั้นก็คงเป็นการเดินช็อปซื้อของฝาก

เราเลือกห้างตัวท็อปของไทเปเพราะเชื่อว่าที่นี่รวบรวมทุกอย่างมาให้แล้ว ซึ่งก็จริง บนชั้นใต้ดินของ Taipei 101 มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้ซื้อขนมห่อเล็กห่อน้อยติดมือกลับไปฝากเพื่อนๆ และพายสับปะรดหลากยี่ห้อ ของฝากประจำถิ่นของไต้หวันให้เลือกช็อปกันจนตาลาย และด้วยสภาพของเรา รูปจากวันที่ 3 ก็จะมีน้อยๆ หน่อย




ข้ามกลับมาที่ ATT4FUN หลังจากที่ได้สำรวจภาคกลางคืนไปแล้ว เรามาสำรวจชั้นอื่นๆ ของห้างนี้บ้าง ดูจากด้านนอก คล้ายคลึงเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร ที่รู้จากคืนก่อนคือชั้นบนของตัวห้างมีทั้งร้านอาหาร บาร์ และผับเปิดเรียงชั้นกันอยู่ ส่วนด้านล่างมีแบรนด์เสื้อผ้าเต็มไปโม้ดดดด ทั้ง Pull & Bear, Bershka, Forever XXI และอื่นๆ อีกมากมาย ราคาก็เบากว่าไทยนิดนึง คอลเลคชั่นก็สวยกว่าอีกหน่อยนึง ช็อปได้สบายโลด!





ด้านนอกห้างคือโซนขนมและของหวานชั้นเริ่ด ทั้งร้านไก่ทอดที่ฮิตๆ เอย ร้านคัสเตลล่าหน้าตาจิ้มลิ้ม มีร้านชาไข่มุกอีก 2-3 เจ้าและแน่นอนว่าก่อนกลับจากไต้หวันต้องสอยชาไข่มุกซะหน่อย และเชื่อหรือไม่ว่านี่คือชาไข่มุกแก้วแรกของเราในทริปนี้ และเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทำก่อนนั่งรถไปสนามบินเพื่อจับเครื่องบินกลับบ้าน




ทริปใจด่วนใจเร็วจบลงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากตั้งแต่ตัดสินใจกดจองตั๋ว แพลนทริปแบบลวกๆ อาศัยความใจดีของเพื่อนซี้เจ้าบ้านพาไปเที่ยว และก็จบแบบยังไม่ทันได้ตั้งตัว จะว่าไป เวลา 3 วัน 2 คืนในไทเปก็แอบน้อยเกินไปที่จะได้สำรวจเมืองนี้แบบจริงจัง เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราถูกจริตกับที่นี่มากๆ ไปที่ไหนก็ชอบไปซะหมด และเราเชื่อว่าใครที่ได้มาที่นี่ก็คงต้องรู้สึกแบบนี้เช่นกัน

อะ ได้เวลาหาช่วงวันลาแล้วออกเที่ยวใหม่ หวังว่าเวลาที่จะเวียนมาเจอไทเปอีกครั้งจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

ไม่นานเกินรอแหละเนอะ เจอกันครั้งหน้า ไทเป!




–Mint Travelerspulse


WORLD GOURMET FESTIVAL

Next Project

See More