SIEM REAP LIKE NEVER BEFORE

ทัวร์ปราสาท ตะลุยคาเฟ่ ล่าบาร์ลับ ถูกและสนุกมีอยู่จริง

บอกเพื่อนๆ ทุกคนแบบประกาศศักดาให้ทั่วกันว่าปลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ฉันจะไปเที่ยวเสียมราฐ ทุกคนเกาหัวแกรกๆ แล้วพร้อมใจกันถามว่า

เสียมราฐนี่พม่าหรือที่ไหนนะ

เสียมราฐ เสียมเรียบ อันเดียวกันรึเปล่าคะซิส

ไปทำอะไรที่เขมรวะแก มีอะไรให้เที่ยวด้วยหรอ

ฮั่นแน่ ไม่รู้ซะแล้วสิว่าเมืองนี้คือความ unseen ระดับแพลตตินัมที่รุ่นเราๆ ยังไม่ค่อยฮิตไปกันเลยนะ เรายิ้มแบบปากกระตุกขึ้นมาข้างนึงแล้วตอบซิสทั้งหลายกลับไปด้วยความภาคภูมิใจ ประมาณว่าตัวเองทำการบ้านมาอย่างดี ว่าเพราะบ้านเค้าชิคไงแก!” ชิคจริงๆ แบบที่ว่ามีทั้งคาเฟ่เก๋ๆ ระดับเพื่อนๆ พี่ๆ ร้านกาแฟที่เชียงใหม่ในบรรยากาศคาเฟ่สิงคโปร์ มีทั้งบาร์ลับๆ เสมือนลูกครึ่งระหว่างทองหล่อกับข้าวสาร ร้านเจลาโต้ก็เด็ดสุด อาหารแบบ fine dining ราคาเท่า S&P หนึ่งมื้อ ทั้งหมดทั้งมวลฝังตัวอยู่ในแบคกราวด์ของเมืองที่มีมรดกโลกอย่างนครวัด เป็นจุดตรงกลางที่มิกซ์แอนด์แมตช์ความเก่าและใหม่ได้แบบลงตัว เกริ่นมาซะยืดยาวขนาดนี้ ขอนีวิวแบบหมดเปลือกเลยละกันว่า 4 วัน 3 คืนในเสียมราฐจะสนุก จะมัน จะร้อนเหงื่อซ่กขนาดไหน เตรียมเสื้อฮาวาย แว่น cat eye ให้พร้อม แล้วตามเรามาตะลุยกันค่ะซิสสสส




Useful Facts : เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกทริป

การเดินทาง - มีไฟลท์กรุงเทพ - เสียมราฐบินตรงทุกวัน ราคาสแตนดาร์ดอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 บาท ส่วนสายการบินหลักๆ ที่บินเส้นทางนี้ก็ได้แก่ Thai Smile, AirAsia และ Bangkok Airways

ค่าเงิน - มีทั้งหมด 3 สกุลเงินด้วยกันที่ใช้ได้ในเสียมราฐ ได้แก่ เงินบาทไทย, เงินเรียวของกัมพูชา และเงินดอลล่าร์สหรัฐ แต่ที่แพร่หลายและคุ้มค่าเรทแลกเงินที่สุดก็คงจะเป็นดอลล่าร์ 

ไทม์โซน - เท่าบ้านเราเป๊ะๆ เลย ใครจะโทรกลับไปหาแฟนหรือเม้าท์กับเพื่อนก็ไม่ต้องคำนวณเวลาให้ยุ่งยาก

สภาพอากาศ - เท่าบ้านเราเป๊ะๆ เช่นกัน แต่คำเตือนอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอากาศเสียมราฐคือความแผดเผาทะลุทะลวงของแสงแดดที่แสบๆ คันๆ สุดๆ อย่าลืมติดครีมกันแดดไปด้วยล่ะ

โทรศัพท์ - ใครที่ต้องการใช้บริการอินเตอร์เนท เราขอแนะนำให้ไปซื้อซิมการ์ดที่สนามบินเสียมราฐ พอเดินออกจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าปุ๊บ จะเจอเป็นร้านของแต่ละเครือข่ายเรียงกันเป็นตับ เลือกเอาได้ตามใจชอบเลย แต่ที่ถูกสุดๆ คือของ metfone อินเตอร์เนทแบบอันลิมิเตด 7 วัน 3 เหรียญเท่านั้น 150 บาทเองแก ตื่นเต้นจนต้องรีบซื้อเลย

การแต่งตัว - ที่นี่ไม่ได้มีเดรสโค้ดที่เคร่งยกเว้นเสียแต่ว่าสาวๆ จะไปทัวร์วัดกัน ซึ่งถ้าเข้าเขตวัดแล้วก็เหมือนธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเราคือห้ามนุ่งสั้นและต้องใส่เสื้อที่มีแขน เรียบร้อย เตรียมกันมาด้วยละกันนะ จะได้เที่ยวได้แบบสบายใจและครบครัน




Day 1 : Touch down in Siem Reap

วันแรกเราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่โดยสายการบิน Thai Smile ไฟลท์ประมาณ 7 โมงเช้า ขณะที่ลากร่างอันไร้วิญญาณและหน้าสดขึ้นเครื่องกัน ก็เช็คเวลาการเดินทางไปด้วย ตามกำหนดการแล้วเราจะต้องถึงกันประมาณ 8 โมงนิดๆ ใช้เวลาในการบินทั้งหมด 50 นาที แต่ปรากฏว่าพอขึ้นไปนั่งบนเครื่องรัดเข็มขัดปุ๊บ กัปตันก็ประกาศว่าเที่ยวบินนี้ 35 นาที

ห๊ะ 35 นาที!

ใช่แล้วค่ะ 35 นาที เร็วกว่านั่งรถจากบ้านไปทำงานที่ออฟฟิศซะอีก ความฝันของการนอนสักหนึ่งตื่นบนเครื่องสลายโต๋ทันที โชคดีที่มีอาหารว่างให้เคี้ยวแก้ง่วงระหว่างไฟลต์ เราเลยได้เติมพลังก่อนที่เครื่องจะแลนด์และไปลุยกัน




เครื่องแตะพื้นแล้ว ฝ่าด่านตม.ที่ใช้เวลาเป็น 2 เท่าของไฟลท์แล้ว ซื้อซิมมือถือเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งใช้เวลาสิริรวมประมาณ 20 นาที การเดินทางก็มีให้เลือกตั้งแต่สามล้อ ราคา 9 ดอลลาร์แต่บรรทุกได้มากสุด 2 คนพร้อมกระเป๋าเดินทาง รถแท็กซี่ รถตู้ ซึ่งด้วยความที่มีกันอยู่ 3 คน เราเลยเลือกพี่แท็กซี่ผู้มีนามว่า Kosal ราคา 10 ดอลลาร์ บริการเก๋กู้ดมากๆ ทั้งเปิดประตู ยกกระเป๋าขึ้นยกกระเป๋าลงให้ เซอร์วิสระดับ VVIP เน้นๆ แถมระหว่างทางเฮียแกก็พยายามเสนอขายแพ็คเกจในวันต่อๆ ไป รวมไป-กลับสนามบินและพาเที่ยวอีก 2 วันเต็มๆ สนนราคา 95 ดอล หรือประมาณ 2,960 บาท อ๊ะ งานดี เราก็เลยเออออห่อหมกเพราะมาแบบไม่ได้มีแพลนอะไรล่วงหน้า ใช้บริการกันยาวๆ 4 วันไปเล้ยยย



Accommodation : SHINTA MANI SHACK

เช็คอินที่โรงแรมก่อนออกซ่าซะนิด ที่นี่คือที่นอนแผ่กายของเราจำนวน 3 คืน เป็นบูธิคโฮเทลในตัวเมืองเสียมราฐเลยที่เราไปค้นพบมาจาก Hotels.com อ่านจากในรีวิวแล้วก็ต้องตบเข่าฉาดว่าเจ๋ง ทั้งดีไซน์ที่ชูด้วยลาย stripe กับสีเขียวตอง มีความเป็นโมเดิร์นแทรกด้วยงานอาร์ทแบบพื้นเมือง ทั้งเซอร์วิสที่เค้าว่ากันว่าดูแลดีมากเยี่ยงระดับแขกบ้านแขกเมือง พอได้มาสัมผัสความ 4 ดาวของที่นี่ด้วยตนเองแล้ว ชอบใจจนรู้สึกว่าต้องกลับมาอีก แถมจองบน Hotels.com เค้ามีโปรแกรม ซื้อ 10 แถม 1 คืนด้วยนะ โปรโมชั่นดีๆ แบบนี้ กดรัวๆ เลยค่าาา








โรงแรมนี้มีทั้งหมด 2 ฝั่ง ด้านนึงเป็นแบบไฮเอนด์ชื่อ Shinta Mani Angkor ส่วนอีกฝั่งก็คือ Shinta Mani Shack ที่เราเลือกอยู่ ตกคืนละ 8,000 บาท สำหรับห้อง 3 คน รวมอาหารเช้า เป็นห้องเห็นวิวฝั่งสระน้ำสวยๆ ตรงกลาง

ความประทับใจอย่างแรกของที่นี่คือเรื่องบริการ ตั้งแต่ก้าวขาเหยียบเข้าไปในอาณาเขตของนาง สต๊าฟทุกคนก็เดินมาชาร์จตัวเลย ช่วยถือกระเป๋า เอาน้ำเย็นๆ มาให้ แถมพอรู้ว่าเป็นคนไทย ก็พยายามพูดภาษาบ้านเราด้วย แต่ละห้องจะมี assistant ที่คอยดูแลเป็นส่วนตัว มีปัญหาอะไรก็โทรเรียกได้ตลอด กลับมาจากไปเที่ยวข้างนอก นางก็เดินเข้ามาพูดว่า “Welcome home” ยินดีต้อนรับกลับบ้าน แถมเอาน้ำเย็นมาให้เพิ่มอีก ถึงเราจะบอกว่าไม่เป็นไร ในกระเป๋ามีอยู่อีก 2 ขวด พี่แกก็ยังยืนยันว่ารับไปเถอะ เดี๋ยวขาดน้ำ (โอ๊ย อบอุ่นเบอร์นี้) ที่เจ๋งมากคือเย็นของวันที่เราจะบินกลับ พี่สต๊าฟก็เดินมาถามว่าอยากอาบน้ำให้เฟรชๆ ก่อนขึ้นเครื่องไหม ในใจเราก็ลังเลนิดๆ เพราะขี้เกียจไปใช้ห้องอาบน้ำตรงสระน้ำ แต่ปรากฏว่าเฮียแกเปิดห้องสวีทห้องใหม่ให้เข้าไปใช้ได้ตามอัธยาศัยเลย แถมยังให้เลทเช็คเอาท์จนถึงบ่าย 3 แบบที่เราไม่เคยเจอจากโรงแรมไหนมาก่อน มันประทับอยู่ในจิตของข้าเจ้ามากๆ




ตัวห้องพักไม่ได้แต่งอะไรแบบหวือหวามาก เน้นความครบครันของสิ่งอำนวยความสะดวและความนุ่มสบายของเตียงเข้าสู้ นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน และวิวที่มองออกไปจากระเบียง เห็นสระน้ำล้อมด้วยสนามหญ้าเขียวๆ และหนุ่มฝรั่งถอดเสื้อโชว์แผงหน้าอกกับซิกซ์แพ็คหน่อยๆ เอ้อ มันก็ดีนะ

ส่วนเรื่องอาหารนั้น ต้องให้เค้าเลยเพราะว่าอร่อยมากๆ ช่วงเช้ามีเบรคฟาสต์บริการที่ห้องอาหาร มีทั้งแบบบุฟเฟ่ต์ที่เสิร์ฟพวกสลัด ขนมปัง ซีเรียล ผลไม้ และแบบตามสั่งให้เราทานได้ไม่อั้น สำหรับมื้ออื่นๆ แนะนำให้ไปทานที่ร้านอาหารของฝั่ง Shinta Mani Angkor ที่ชื่อว่า Kroya ทำอาหารพื้นเมืองสูตรเขมรแท้ๆ อร่อยสุดๆ อ้อ มี happy hour ช่วง 16.00-18.00 น. ของทุกวันด้วยนะ ซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้วฟรีอีกแก้วทันที

Book here : ทางไปจอง คลิก https://goo.gl/YQ4cFx ได้เลย




Siem Reap Café Scene

เก็บกระเป๋าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว วันแรกเราขอเริ่มแบบซอฟต์ๆ ก่อน ซึ่งภารกิจที่วางกันเอาไว้คือการตะลุยทัวร์คาเฟ่ตามลิสต์ใน Google Map ที่เราปักดาวกันเอาไว้ โบกพี่ตุ๊กตุ๊กหน้าโรงแรมแล้วมุ่งหน้าไปโลด

Facts : การเดินทางในตัวเมือง ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนั่งตุ๊กตุ๊กกัน ซึ่งความตุ๊กตุ๊กของที่นี่จะเป็นเหมือนรถม้าที่ใช้มอเตอร์ไซค์ลากแทน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1-2 ดอลลาร์ต่อเที่ยวแล้วแต่ระยะทางใกล้ไกล แต่ถ้ารู้สึกว่านางคิดแพงเกินไป สามารถต่อราคาได้เช่นกัน และที่สำคัญคือควรตกลงราคากันให้เสร็จสรรพก่อนกระโดดขึ้นไปนั่งเน่อ





The Missing Socks Laundry Café
Google Map: https://goo.gl/maps/C1bSLbABFB52

ร้านนี้มีกิมมิคอยู่ที่เป็นร้านซักรีดและเป็นร้านกาแฟแบบทูอินวัน มีเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าตั้งเป็นพรอพที่ใช้ได้จริงอยู่ด้านหน้าร้าน ระหว่างที่รอผ้าปั่นๆ ติ้วๆ ในเครื่อง ก็เดินเข้าไปสั่งกาแฟ เติมคาเฟอีนระหว่างวันไปพลางๆ นอกจากเมนูกาแฟแล้ว ที่นี่ก็มีอาหารเช้าแบบ All-day Breakfast และแบบจานเดี่ยว เมนู Local Food ทานเร็วๆ ง่ายๆ ขายด้วย 






Gelato Lab 
Google Map: https://goo.gl/maps/8C5njD2vyfr

ร้านนี้อยู่ในโซนผับสตรีท เดินถึงกันภายใน 3 นาทีถ้าไม่หลงซะก่อน ตอนแรกได้รับการแนะนำมาจากรุ่นพี่ที่ทำงานซึ่งชีก็ย้ำกับเรารัวๆ ว่าต้องมาชิมให้ได้นะ ตอนพี่มานี่แวะมากินสองรอบเลยนะ เราก็แบบ อ่ะ ลองดู ปรากฏว่ากลับมาซื้อไอติมที่นี่ทุกวัน! ฮ่าๆ เป็นเจลาโต้แบบโฮมเมด เจ้าของคือคนอิตาเลียนแท้ๆ ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ชอบตรงที่ว่าเค้าใช้น้ำตาลอ้อยในการกวนไอศครีม เท็กซ์เจอร์กับรสชาติมันเลยละมุนกว่าที่อื่นๆ และมีรสชาติแปลกๆ เยอะดี ทั้งแก้วมังกร มะม่วงสุก รสกล้วยแบบซอร์เบต์ ติดใจความหอมหวานของเจลาโต้ที่นี่จนอยากจะซื้อแฟรนไชส์มาขายที่ไทยให้รู้แล้วรู้รอด!





Café Central
Google Map: https://goo.gl/maps/4yjiTauxc3w

อีกหนึ่งร้านที่อยู่ในละแวก Pub Street ถ้าจะให้อธิบายเร็วๆ พื้นที่แถวๆ นี้ก็คือถนนข้าวสารบ้านเรานั่นแหละ ตอนกลางวันก็จะมีคาเฟ่น่ารักๆ ให้ได้ไปนั่งชิลกัน ส่วนตอนเย็นก็มีทั้งร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการกันคึกคัก เดินต่อมาจาก Gelato Lab ไม่เกิน 3  นาทีก็จะเจอกับ Café Central อยู่ตรงหัวมุมถนนเลย บรรยากาศฝรั่งมากๆ เห็นจากข้างนอกแล้วน่ารัก เราเลยแวะมาพักเหนื่อยกันตรงนี้ก่อนที่จะกลับไปจุ่มน้ำในสระและนอนเล่นที่โรงแรม สั่งเจลาโต้มาชิมอีกหนึ่งโคนซึ่งรสชาติไม่เลวเลย แต่ติดนิดนึงตรงที่ว่าตัวร้านไม่มีแอร์ ไอศครีมก็จะละลายเร็วกว่าปกตินิดๆ เหงื่อก็จะเต็มตัวหน่อยๆ



DAY 2 : HERITAGE TOUR

วันที่สองในเสียมราฐกับการตื่นเช้าที่สุดในรอบปี วันของเราเริ่มต้นกันที่ตีสี่ครึ่ง โทรนัดแนะ Kosal ว่าตีห้าพร้อมออกเดินทางจากโรงแรมด้วยภารกิจอันยิ่งใหญ่ของวันนี้คือการไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดต่อด้วยการทัวร์วัดและมรดกโลกอีกยาวๆ ทั้งวัน

นาฬิกาปลุกที่ตีสี่ครึ่งตรงเวลาเป๊ง เราก็รีบกุลีกุจอวิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน เรื่องอาบน้ำขอทดไว้ในใจก่อน เสร็จปุ๊บปั๊บก็คว้าตะกร้าอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้แล้วกระโดดขึ้นรถทันที โปรแกรมทัวร์ 4 วัดวันนี้ พี่ต้องรอดดดด




ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าสู้เขตของนครวัด พี่ Kosal ก็พาเรามาแวะที่นี่ ที่ขายตั๋ว temple pass ซึ่งค่าธรรมเนียมการเข้าชมวัดต่างๆ ในเสียมราฐ เค้ามาเป็นแพ็คเกจแบบ 1 วัน 3 วัน และ 7 วัน ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่สามารถเก็บทุกรายละเอียดได้เป็นเวลาหลายวัน เลยเลือกซื้อแพ็คเกจที่เป็นที่นิยมที่สุด 1-day pass ราคา 37 ดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,150 บาท (สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าฟรีนะ) พอจ่ายเงินเสร็จปุ๊บ เจ้าหน้าที่จะหมุนกล้องเว็บแคมที่ตั้งอยู่บนเคาท์เตอร์มาหาหน้าเราแล้วถ่ายรูปหนึ่งแชะ รูปที่ถ่ายได้ก็จะไปปรากฏตัวอยู่บนบัตรแบบในด้านบนนี้ ถึงหน้าจะบวมๆ และผิดสัดส่วนหน่อยๆ เพราะโดนยืด แต่จุดประสงค์ของการมีรูปแปะเอาไว้ก็คือใช้การันตีความเป็นเจ้าของและจะถูกเช็คทุกครั้งที่หน้าประตูวัด




ANGKOR WAT

ตีห้าเป๊งเราก็มาถึงหน้าเขตนครวัดพอดิบพอดี ความยิ่งใหญ่ของที่นี่นอกจากขนาดของพื้นที่แล้วก็คือตัวสิ่งก่อสร้างที่มหึมาจริงๆ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นก็เยอะไม่เบา แต่ละคนมาพร้อมกล้องและไม้เซลฟี่เตรียมเก็บรูป ทั้งฝรั่ง ทั้งทัวร์จีนปะปนกันไป ทุกคนมาด้วยความหวังที่จะชมความเหลืองอร่ามของแสงแรกแห่งวันกับภาพนครวัดที่ถูกแสงอาทิตย์สาดแบบสวยงาม

จุดที่พีคที่สุดในการชมวิวดังกล่าวอยู่ที่หน้าตัวปราสาทด้านใน มีบ่อน้ำแยกเป็นปีกซ้ายและขวา กั้นด้วยสะพานหินที่ทอดยาวเข้าไปสู่ตัววัด เราก็ไปรอกันอยู่ตรงนั้นพร้อมกับนักท่องเที่ยวอีกเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ 6 โมงที่พระอาทิตย์ควรจะขึ้นก็แล้ว 6 โมงครึ่งก็แล้ว เราก็ยังไม่มีแววได้เห็นดวงอาทิตย์เป็นลูกๆ ลอยขึ้นมาด้านหลังของปราสาทซักที รู้ตัวอีกทีคือ 7 โมงเช้าที่ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มๆ และสว่างวาบ จบด้วยความแหว้และอกหักเบาๆ เปิดปิ่นโตที่หอบมาด้วย นั่งกินอาหารเช้าหน้าลานหญ้าก็ได้ว้าาา




ประวัติคร่าวๆ ของนครวัดก็คือที่นี่เป็นวัดในวัดในวัด เป็นคอมเพล็กซ์ของวัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ สร้างบนเนื้อที่ 1,600,000 ตารางเมตร ตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองของอาณาจักรเขมร และปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งแล้วจะต้องทึ่งกับความยิ่งใหญ่และงานศิลป์ที่วิจิตรสุดๆ ของคนในสมัยก่อน



ปีนๆ ป่ายๆ ระหว่างเดินชมวัด สะดวกและแอคทีฟสุดๆ ด้วยเสื้อฮู้ดดี้รุ่น Women's Cyclone 2 Hoodie Jacket ของ The North Face น้ำหนักเบา ช่วยกันลมได้แบบดีมากๆ และเคลื่อนไหวได้แบบคล่องตัวจริง โชคดีมากที่หยิบตัวนี้ใส่กระเป๋ามา





Angkor Thom

3 ชั่วโมงในนครวัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราได้กลับมาคือร่างกายที่อาบไปด้วยเม็ดเหงื่อและรูปในกล้องเกือบๆ 500 รูป ไม่ทันให้เหงื่อได้แห้ง เราก็กระโดดขึ้นรถ มุ่งหน้าไปที่จุดแวะที่ 2 ทันที และนั่นก็คือ "นครธม" เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมรซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครวัด นั่งรถประมาณ 10 นาทีก็จะถึงบริเวณประตูหินทางทิศใต้ที่พี่ Kosal คนขับรถของเรายืนยันว่าให้ลงเดินจากจุดนี้ทะลุเข้าไป เพราะที่นี่คือมุมถ่ายรูปที่สวยมากๆ จุดหนึ่ง เป็นหินสลัก 4 หน้า อลังการงานสร้างมากๆ ทางเราก็เชื่อ เดินไป เล็งกล้องไป ได้มาอีกเกือบร้อยรูป







ด้วยความที่นครธมเคยเป็นเมืองที่มีชีวิตอยู่จริงหนึ่งเมืองใหญ่ๆ ด้านในเลยมีสิ่งก่อสร้าง ทั้งปราสาท ทั้งวัดวาอารามกระจายตัวกันไป และด้วยความที่เราเริ่มจะหมดแรงกัน เลยเลือกสถานที่เด่นๆ ที่ห้ามพลาดภายในอาณาเขตของเมืองโบราณแห่งนี้ นั่นก็คือ "ปราสาทบายน" ซึ่งเป็นอีกสถานที่ทางศาสนาที่ใหญ่ไม่แพ้กับนครวัด สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรรมของศาสนาพุทธและฮินดูในสมัยนั้น ความโดดเด่นก็คือลายสลักหินด้านบนยอดของตัวปราสาทเป็นหน้าหันออก 4 ทิศ และความสวยอีกจุดก็คือซุ้มประตูที่มองลอดต่อๆ กันเป็นทิว ถ่ายรูปออกมาสวยมากๆ





TA PROHM

วัดที่ 3 ของการทัวร์วัดในเสียมราฐครั้งนี้ เราขอเลือกไปที่สถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Tomb Raider ใช่แล้วค่ะ คุณแม่โจลี่เคยมาวิ่งผาดโผนอยู่ที่นี่ นางมีชื่อว่า "ปราสาทตาพรหม" ซึ่งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา สร้างในปีพ.. 1729 กิมมิคที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นๆ คือต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นแทรกมาบริเวณตรงกลางปราสาท สูงเสียดฟ้าจริงๆ แต่ด้วยความที่ตัวอาคารก็เก่าแก่มาก และต้นไม้ก็เริ่มพาดน้ำหนักมาทางปราสาทจนถล่มลงมาเป็นบางส่วน รัฐบาลเลยสั่งตัดต้นไม้บางส่วนออกเพื่อที่จะรักษาสภาพของตาพรหมเอาไว้





Banteay Srei

ปราสาทหินสีชมพูคือชื่อเล่นของที่นี่ ซึ่งที่มาที่ไปของสมญานามนี้ก็คือวัสดุที่นำมาใช้สร้างตัวปราสาทเป็นหินทรายสีชมพู ของหายากในสมัยนั้น ชื่อไทยอ่านว่า "ปราสาทบันทายศรี" สร้างเสร็จมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่ถ้าเทียบกับปราสาทที่อื่นๆ ลวดลายแกะสลักของที่นี่ยังคมชัดเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ บริเวณรอบๆ ปราสาทมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ และนาข้าวให้เดินเล่นชมความเขียวเพลินๆ กันด้วย แต่ด้วยความที่พวกเราแบตหมด เลยขอโบกมือลาก่อยแล้วกลับไปนอนเก็บแรงก่อนลุยต่อในตัวเมืองช่วงเย็น ทัวร์วัดของเราเลยจบที่ประมาณนี้แล คุ้มกับ 37 ดอลลาร์ที่เสียไปละ





Dinner : Malis Restaurant
Google Map: https://goo.gl/maps/4ThFcrzXy382

อาหารเย็นประจำวันที่สอง เราขอเลือกความหรูหรา ปักหมุดไว้ที่ร้าน fine dining แห่งนี้ ซึ่งอ่านรีวิวจาก Trip Advisor แล้ว ทุกคนชมถึงความดีงามทั้งรสชาติอาหาร บรรยากาศ และเซอร์วิสที่นี่ เราก็ไม่ลังเลใจใดๆ โบกพี่ตุ๊กตุ๊กบึ่งไปทันที ห่างจากตัวโรงแรมแค่ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น แต่แว้บบบบแรกที่เห็นทางเข้าเท่านั้นล่ะ รู้สึกถึงความหรูหราของที่นี่ฟื้ดเข้าตามาทันที และด้วยความหรูนี้แหละที่ทำให้เราลังเลใจเบาๆ ว่ากินหนึ่งมื้อจะทำให้เงินดอลลาร์ที่แลกมานั้นหายวับไปเลยรึเปล่า แต่ผิดคาดสุดๆ ตรงที่ว่า สั่งมาเยอะมากกกก เกือบจะ 10 เมนูได้ เช็คบิลออกมา เฮ้ย ราคาอย่างกับกิน S&P ความดีงามก็จะเป็นประมาณในรูปถัดไปนี้เลยจ้า




เมนูที่ต้องสั่งของที่นี่ที่เราขอแนะนำสุดๆ คือสามจานนี้เลย ข้าวผัดปูที่แปะกระดองปูและขามาครบทุกข้าง รสชาติกลมกล่อมดีมากๆ และให้เนื้อปูแบบไม่กั๊ก, skewer เนื้อวัว เนื้อหมูเนื้อไก่ยัดไส้ผัก เสียบไม้แล้วย่าง รสชาติคล้ายๆ กับสะเต๊ะบ้านเราแต่ต่างกันตรงที่น้ำจิ้ม, ยำมะม่วงปลากรอบ จานนี้ให้เรื่องความหอมของมะนาวและมะม่วงที่เคล้ากันดีมากๆ ส่วนดอกไม้ที่ใส่มาก็ทานได้ด้วยนะ



Day 3 : Fisherman Village

อยู่บนบกมาสองวันก่อนหน้านี้แล้ว วันที่ 3 เราเลยขอเปลี่ยนบรรยากาศ ไปดูวิวริมน้ำในเมืองเสียมราฐกันบ้าง ก็นั่งเซิร์ชหาเส้นทางที่สามารถไปเที่ยวได้แบบออกจากโรงแรมเช้า กลับมาช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ก็ได้ความว่ามีหมู่บ้านชาวประมงอยู่ห่างจากตัวเมืองแค่ 40 นาทีเอง มีชื่อว่า Kompong Phluk ความเด็ดของที่นี่คือช่วงฤดูน้ำขึ้นเราจะสามารถนั่งเรือพายเข้าไปดูป่าชายเลน บรรยากาศคล้ายๆ อเมซอนได้ด้วย แต่ถ้าเป็นช่วงแล้งก็ยังสามารถเที่ยวได้ แต่จะเป็นในส่วนของหมู่บ้านและออกไปทางปากทะเลสาบ ว่าแล้วไปดูกันว่าหมู่บ้านชาวเลที่นี่จะเป็นยังไง




การเที่ยวชมหมู่บ้าน Kompong Phluk ทำได้โดยวิธีการเดียวคือต้องขึ้นเรือ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงไปกลับ ค่าธรรมเนียมต่อคนคือ 20 ดอลลาร์หรือ 620 บาท พี่ Kosal ก็พาเราแวะมาซื้อบัตรโดยสารเรือที่ออฟฟิศตรงทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากจ่ายเงินเสร็จสรรพ เข้าห้องน้ำแล้ว เราก็นั่งรถต่อไปตรงจุดขึ้นเรือ







ความพีคแรกคือคนขับเรือของเราอายุ 13! ตอนแรกก็นั่งลุ้นแบบจิตใตตุ้มๆ ต่อมๆ กันอยู่ว่าจะรอดมั้ยคุณน้องเอ๊ยยยย แต่ปรากฏว่าฮีเซียนมาก เรือติดหล่มโคลน เรือสวนกันกาบเรือติด ฮีสามารถแก้ไขได้ทุกสถานการณ์พร้อมกับสะบัดผมทรงไอดอลเกาหลีหล่อๆ หนึ่งที เรานี่ประทับใจในตัวเจ้าหนูมากๆ

ความพีคที่สองที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจก็คือความน้ำตาลของน้ำ ถ้าทุกคนคาดหวังจะเห็นแผ่นน้ำใสๆ สะท้อนเห็นเงาต้นไม้ ไม่ใช่ที่นี่แน่ๆ เพราะใต้น้ำคือดินโคลน และด้วยความที่เป็นชายเลน เลยทำให้น้ำกลายเป็นสีแบบนี้

ความพีคที่สามคือตัวบ้านของเหล่าชาวประมงที่นี่ บันไดทำจากท่อนไม้ไผ่และความห่างของแต่ละขั้นคือชันมากกกก นี่นั่งถ่ายรูปไปก็สงสัยไปว่าเค้าจะปีนขึ้นลงได้ยังไง และถ้าใครสักคนต้องเดินทางออกจากหมู่บ้าน จะขนส่งกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านยังไง (ก็ไปยุ่งเรื่องเค้าน๊อออ)

ความพีคสุดท้ายคือระหว่างที่นั่งเรือชมวิวไปเรื่อยๆ น้องไซ คนขับเรือ ก็ชี้ให้ดูกระชังไม้ไผ่ที่สานแน่นกว่าปกติแล้วบอกว่า Crocodile จระเข้เลี้ยงค่ะคู้ณณณณ ทางเราก็เลยตกใจเบาๆ แล้วถามน้องกลับว่าเลี้ยงอย่างเดียวใช่ไหม จระเข้ธรรมชาติในน้ำไม่มีเนาะ และก็ได้ยินคำตอบที่ชวนสบายใจว่าไม่มีจ้า




เรือแล่นมาได้ถึงปากทะเลสาบ น้องไซก็พามาแวะเที่ยวที่ร้านอาหารลอยน้ำซึ่งความจริงแล้วคือที่ดักนักท่องเที่ยว มีทั้งอาหารซีฟู้ด เครื่องดื่มนานา และกระเป๋าหนังจระเข้วางขาย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ได้กินเงินเราซะหรอก สั่งน้ำมะพร้าวมาหนึ่งลูกแล้วจิบประกอบการชมวิวไป มองผืนน้ำที่ทอดไปไกลสุดลูกหูลูกตา ตอนสุดท้ายสายตาดันไปกระทบกับกระชังปลาที่อยู่ด้านนอกตัวร้าน พอถามพี่เจ้าของว่ามันคืออะไร นางตอบหน้าชิลๆ ว่า "อ่อ จระเข้จ้า" วินาทีนั้นความอ๋อวิ่งเข้ามาทันทีว่าทำไมอยู่ดีๆ ร้านอาหารนี้ถึงมีกระเป๋าหนังพี่ๆ จระเข้เค้าวางขายกัน



เป็น 2 ชั่วโมงที่ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ และเป็นหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อคำรีวิวแต่มาสัมผัสด้วยตัวเอง เราว่า Kompong Phluk มีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากๆ ทั้งตัวไลฟ์สไตล์และความน่ารักของคนที่นี่

ใครที่มีเวลาเหลือในเสียมราฐ ขอแนะนำให้จงมา เตรียมเสื้อผ้าพร้อมลุยด้วยก็จะยิ่งดี โชคดีที่ติด 2 ไอเทมนี้มาด้วย Fave Half Dome Full Zip Hoodie เสื้อฮู้ดน้ำหนักเบ๊าเบาช่วยกันแดดกันลม แถมถ้าต้องตกน้ำก็ไม่ต้องกลัวเพราะเนื้อผ้าใช้เทคโนโลยี Flash Dry แห้งไวและไม่อบตัว ส่วนรองเท้าก็รุ่น Mountain Sneaker เกาะพื้นหนุบหนับมากๆ เหมาะกับผู้หญิงท่ีชอบการปีนป่ายเป็นชีวิตจิตใจ ความสบายคือวัสดุพื้นรองเท้า XTRAFOAM ที่นุ่มสุดๆ และช่วยเรื่องการทรงตัว และเทคโนโลยี Cradle ของส้นรองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทกเวลาเดิน ลุยขนาดไหนก็ไหว! ไปตำกันได้ที่ช็อป The North Face เลยยย




SIEM REAP NIGHT SCENE

ปล่อยผีกันคืนสุดท้ายของทริปนี้ที่ Pub Street ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนกลางคืนใจกลางเมืองเสียมราฐ ถ้าดูเผินๆ ที่นี่ก็คือข้าวสารของพี่ๆ กัมพู่แหละ ถนนทั้งเส้นมีร้านอาหาร ผับ บาร์ เรียงกันเป็นตับ เบียร์ถูกมากกกก แก้วละ 50 เซนต์ 1 เหรียญ 30 บาทก็ได้เบียร์สดมาซดละ ถูกกว่าซื้อน้ำเปล่าในสนามบินซะอีก จากการค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้น เราก็ได้ที่ปักหลักจำนวน 2 จุดประจำค่ำคืนนี้ มาดูกันว่าบาร์ลับๆ ของกัมพูชาจะหน้าตาเป็นยังไง





Miss Wong
Google Map: https://goo.gl/maps/vb9mRCGTHDG2

บาร์นี้ชื่อว่า Miss Wong คอนเซปต์ก็จีนจ๋าๆ เลย ชูโรงด้วยสีแดง หน้าต่างพร้อมลายสลักไม้แบบจีนๆ โคมก็แดงไปอี๊กกกก ที่นี่เสิร์ฟทั้งค็อกเทลและอาหารจีนทานง่ายๆ อย่างพวกติ่มซำ ส่วนเจ้าของร้านที่เดินมาเก็บแก้วเก็บจานเองก็เป็นหนุ่มใหญ่ชาวออสเตรเลียน ย้ายมาอยู่ที่เสียมราฐได้สิบกว่าปีแล้ว พอๆ กับอายุร้านเลย เป็นหนึ่งจุดแวะที่ใครๆ ก็ต้องมาเช็คอิน แต่อย่างนึงที่อยากกระซิบบอกคือรสชาติค็อกเทล จิบแล้วต้องทึ่ง! สั่งแค่ติ่มซำพอละกัน จบ




Asana Bar
Google Map : https://goo.gl/maps/W5UwJY2iw6N2

ย้ายจากบรรยากาศจีนๆ สู่ความโลคัลที่บาร์นี้ อยู่ในซอกหลืบของ Pub Street ซึ่งถ้าไม่ได้ Google Map ช่วยชีวิตไว้คือต้องเดินวนไปอีกสามตลบ ความน่ารักของที่นี่คือเป็นบ้านไม้เล็กๆ ชั้นเดียวแต่มีใต้ถุนยกสูง ที่นั่งด้านล่างเป็นเตียงเปล เบาะเป็นกระสอบปุ๋ย ดื่มค็อกเทลไปก็ไกวตัวเองกล่อมไป ให้โอกาสชิมเครื่องดื่มครั้งที่สอง เราก็ได้ข้อสรุปกันว่า ดื่มเบียร์เหอะ!



DAY 4 : Culinary Day

วันสุดท้ายในเสียมราฐกับจำนวนชั่วโมงหลังตื่นประมาณ 6 ชั่วโมงก่อนที่จะต้องไปขึ้นเครื่องรอบสามทุ่ม เราเลยขออุทิศให้กับการตะลุยกินอีกซักระลอก คราวนี้เก็บสถิติได้ที่ 3 ร้าน พุงตุ่ย ท้องแน่นแล้วถึงจะสบายใจ กลับบ้านได้






Tell Steakhouse
Google Map: https://goo.gl/maps/nRMJoRs47d82

ครั้งที่สองกับร้านนี้ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลย ครั้งแรกตอนที่มา Business Trip เมื่อ 2 ปีก่อน เดินเข้าร้านนี้ด้วยความแรนดอมนิดๆ ตั้งใจจะไปชิมอีกร้านนึงแต่ร้านนั้นดันปิด เดินออกมาเจอที่นี่ ด้วยความหิวโหยก็เลยเข้ามานั่งที่โต๊ะและสั่งอาหารแบบไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมาก แต่พลิกโพลสุดๆ เพราะรสชาติอาหารที่นี่ดีงามมาก ราคาสเต็กเนื้ออิมพอร์ตจานนึง ไม่ถึง 600 บาท มาครั้งที่สองนี้เลยสั่งกันมาแบบบ้าคลั่ง เช็คบิลมาตีราคาได้พันกว่าบาทเอง ถือว่าคุ้มค่า เมนูที่อยากแนะนำคือ Lambchop เนื้อแกะย่างแบบมีเดียมแต่นุ่มมากๆ ทานคู่กับซอสเกรวี่พริกไทยดำ เราให้ 5 ดาวเต็มเลย ส่วนอีกจานที่ขโมยใจก็คือ Surf n' Turf ทั้งเนื้อเทนเดอร์ลอยน์จากออสเตรเลียและกุ้งย่างมาบนกระทะร้อน หอมฉุย ชวนน้ำลายสอ





The Little Red Fox Espresso
Google Map: https://goo.gl/maps/FzkrFM1gr4U2

คอกาแฟต้องห้ามพลาดที่นี่ มองจากด้านนอกแล้ว รูปร่างหน้าตาของตัวร้านคล้ายๆ กับโรงเรียนสอนศิลปะน้องหนู แต่ขอบอกเลยว่าใต้ความน่ารักนี้นั้น รสชาติกาแฟเค้าเอาเรื่องเลยนะ มีทั้งเมนูเอสเพรซโซ่ผสมตะไคร้ มอคค่าซินนามอนและมะพร้าว และอีกหลายเมนูซิกเนเจอร์ที่เราว่าไม่น่าจะหาชิมจากที่ไหนได้ มาถึงแล้วก็จัดไป มอคค่าซินนามอนพร้อมคุกกี้ช็อกโกแลตชิพอุ่นๆ หนึ่งชิ้นค่ะคุณพี่ น่ารักมากขึ้นไปอีกตรงที่มีหนุ่มนักกีต้าร์มานั่งเกาคอร์ดร้องเพลงประกอบบรรยากาศชิลๆ ของตัวร้านด้วย พอรู้ว่าเราเป็นคนไทยปุ๊บ เฮียแกก็จัดเพลย์ลิสต์พี่เสก โลโซ มาให้รัวๆ ปั๊บ ประทับจิต!




FCC
Google Map: https://goo.gl/maps/m6GPZRS4BsR2

คาเฟ่ในตัวบูธิคโฮเทลที่มีชื่อว่า FCC เราเดินผ่านหน้าร้านไปมากันหลายวัน วันสุดท้ายที่อยู่ในเสียมราฐเลยตกลงปลงใจกัน่าจะขอเข้าไปสำรวจซะหน่อย การตกแต่งไม่ทำให้ผิดหวังเลย เป็นแนวรีสอร์ตหน่อย ผสมกลิ่นอายยุคโคโลเนียล รสชาติเครื่องดื่มกับขนมยังไม่ได้ว้าวขนาดนั้น มีแค่ Dragonfruit Lassi หรือสมูธตี้แก้วมังกรเท่านั้นที่พอถูไถไปได้เพราะฉะนั้นขอสรุปความให้ที่นี่ว่าเหมาะสำหรับการมานั่งแฮงค์เอาท์หรือนั่งปลีกวิเวก อ่านหนังสือชิลๆ สั่งน้ำเปล่าดื่มให้ชื่นใจพอ ฮ่าๆ




4 วันแห่งความสนุก ความลุย ความเหงื่อแตกแต่ก็ยังซ่อนความชิค ชีนึกจะจบก็จบลงแบบดื้อๆ ส่งท้ายความบันเทิงด้วยการที่สนามบินไฟดับ 2 รอบซ้อนให้ได้ตกใจกันเบาๆ แต่ไม่ว่าจะขรุขระนิดๆ หน่อยๆ หรือบางอย่างที่ไม่ได้เป็นตามใจหวัง ทุกอย่างก็คือรสชาติของการเดินทางแหละว่ามั้ย เสียมราฐ เพื่อนใหม่คนชิค เราคงต้องได้เจอกันอีกครั้ง!

 



–Mint Travelerspulse


SEA. SAND. SUN. AND CHOCOLATE

Next Project

See More