QUICK ‘SEOUL’ GUIDE

โซลแบบรวบรัด 5 วัน 5 ย่าน

โซลแบบฉบับรวบรัดที่เราจะพาทุกคนไปเที่ยวใน 5 ย่านสุดฮิต ใช้เวลาย่านละ 1 วันแบบหลวม ๆ แต่เก็บได้ครบทุกรายละเอียด รับรองได้ว่านี่คือ Quick Guide ที่จะมีครบทุกรสชาติ ทั้งถนนสายคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟสวย ๆ , ร้านอาหารสายแมสเจ้าดังที่ต้องมาเช็กอินเก็บความอร่อย, ลิสต์ร้านช็อปทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และของกระจุ๊กกระจิ๊ก แถมเซสชั่นบาร์ฮอปปิ้งเล็ก ๆ ที่จะพาไปส่องค็อกเทลบาร์ที่ซ่อนอยู่ในย่านที่คาดไม่ถึง ไปลุยพร้อมกันทีละย่านกับเราได้เลยใน Quick Seoul Guide!




1 | Myeongdong
LOCATION: https://goo.gl/maps/iHbMd7pXY9T2
How to get there: นั่งรถใต้ดินไปลงที่สถานี Myeongdong และใช้ทางออกหมายเลข 5 หรือ 6

ขอประเดิมด้วยถิ่นแรกที่เป็นที่รักของนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติและศาสนา 'มยองดง' หรือ 'เมียงดง' ศูนย์รวมการชอปปิ้งที่มีทุกแบรนด์ชั้นนำและมีทุกสิ่งที่เราเดินผ่านแล้วต้องรู้สึกอยากได้ขึ้นมากะทันหัน ที่นี่แบ่งเป็นตรอกซอกซอยซึ่งในแต่ละหลืบก็จะอัดแน่นไปด้วยร้านค้า ทั้งเสื้อผ้า ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายของที่ระลึกและของฝากต่าง ๆ ครบจบในที่เดียว และที่สำคัญคือทุกร้านเปิดถึงดึกมาก ส่วนใหญ่ก็ห้าทุ่ม บางร้านก็ยิงยาวถึงเที่ยงคืน บอกได้คำเดียวว่าช็อปกระจุยกระจาย!




ร้านเสื้อผ้ามีให้เลือกหลายแนวหลากสไตล์ที่สุด แต่ที่เราชอบมาก ๆ ก็คือร้านแนวสตรีทแฟชั่น อย่างเช่น Brand Market, Monologue และ A Market เจอชื่อร้าน 3 ร้านนี้เมื่อไร ขอให้กระโจนเข้าไปช็อปได้ทันที และอีกหนึ่งแบรนด์สำหรับคนรักสนีกเกอร์ ท่องชื่อนี้ไว้ให้ดี ๆ Folders มีทุกแบบที่ยั่วกิเลส แถมราคาก็ไม่แพงด้วย



มาในส่วนของแบรนด์บิวตี้ทั้งหลายกันบ้าง ทุกอย่างคือถูกกว่าไทยอย่างต่ำ 30% เลยและมีแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเข้ามาขายในไทยให้เราได้ซื้อกลับไปทดลองใช้เยอะมาก ๆ ทิปส์ในการช็อปก็คือการจ่ายด้วยบัตรเครดิต เพราะบางร้านมีโปรโมชั่นลดพิเศษถ้าจ่ายด้วยบัตร และยิ่งซื้อแบบเป็นแพ็คยิ่งถูก (ถ้าได้ใช้นะ) อย่างมาส์กหน้า เฉลี่ยออกมาเหลือแผ่นละ 20-30 บาท ราคาดีเชียวแหละ จบด้วยการเหมาโหลกลับมาแจกเพื่อน ๆ มาส์กกันให้หน้าฉ่ำไปเลย!



ต่อด้วยการกิน มยองดงมีสารพัดประเภทอาหารที่เรานึกขึ้นมาได้ ทั้งเกาหลีแท้ เกาหลีฟิวชั่น หมูย่าง ปูดอง ฟาสต์ฟู้ด อาหารฝรั่ง สูตรเมนสตรีมคือมีอยู่อย่างครบถ้วน อาหารมื้อหลักที่เราได้ลองชิมจากย่านนี้ประเภทแรกก็คือเกี๊ยวซ่าเกาหลีที่ Myeongdong Kyoja มีอยู่ประมาณ 2-3 ร้านในย่านนี้ ที่ร้านมีเมนูอยู่แค่ 4 อย่างคือเกี๊ยวซ่าและบะหมี่ ที่ลองชิมแล้วชอบที่สุดก็คือบะหมี่เส้นอ้วนซุปไก่ เดินหนาว ๆ เหนื่อย ๆ แล้วพอได้มาซดชามนี้คือฟินมากเลย




"มาเกาหลีแล้วไม่ได้กินปูดองก็เหมือนมาไม่ถึงอะ" น้องสาวของเราที่เสี้ยนปูดองจัดกล่าวเอาไว้ เราเลยได้มาหยุดกินอีกหนึ่งมื้อที่ร้าน 오다리집 เป็นร้านที่ไม่มีแม้แต่ชื่อภาษาอังกฤษแต่นางไปสืบเสาะมาได้จากพันทิพ เจ้าของร้านแต่งตัวเฟี้ยวฟ้าวมาก ได้ความมาว่าฮีเคยทำงานในวงการเพลง K-Pop มาก่อน ว่าด้วยเรื่องของรสชาติปูดองแล้ว แซ่บ มัน นัวลืมมมม ราคาก็ไม่แพง ส่วนบริการก็น่าประทับจิตสุด ๆ



ถ้าอาหารมื้อหลักยังไม่หนำใจ ช่วงเย็น ๆ ประมาณ 6 โมงเป็นต้นไป ที่นี่ก็มีร้านแผงลอยขายอาหารแนวสตรีทฟู้ดเปิดให้ได้ลองชิมเสริมพุงเข้าไปอีกหนึ่งชั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเหมือนที่เราเห็นตามในซีรีส์เกาหลีเลย ทั้งต๊อกปกกี่ ปลาหมึกย่าง ของทอดต่าง ๆ ราดซอสเผ็ด มีให้เลือกจนตาลายและให้ได้ชิมจนท้องตึงด้วย ความสนุกของสตรีทฟู้ดก็คือการได้ชิมเมนูหน้าตาประหลาดและทดลองประสบการณ์ใหม่ ๆ จากอาหารท้องถิ่นนี่แหละ เพลินดี!




2 | Bukchon Hanok
Location: https://goo.gl/maps/XRsJaD6maLu

หมู่บ้านบุกชอนฮันอก โซนอนุรักษ์ใกล้ ๆ กับพระราชวังเคียงบกที่เต็มไปด้วยบ้านเกาหลีทรงโบราณอายุ 600 กว่าปี อยู่รวมกันเป็นจำนวนร้อยกว่าหลัง มีทั้งหลังที่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเข้านักเดินทางที่ผ่านไปผ่านมาเดินเข้าไปดูได้และหลังที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นเวลาไปเที่ยวย่านนี้ จงสังเกตป้ายที่แปะไว้หน้าบ้านแต่ละหลังให้ดี เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป อาจจะตกเป็นผู้บุกรุกแบบไม่ทันได้ตั้งตัว




ด้วยความที่ย่านนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศย้อนยุค มองไปทางไหนก็เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในฉากของซีรีส์เกาหลียุคประมาณแดจังกึม แถวนี้เลยมีร้านเช่าฮันบกเปิดให้บริการอยู่เต็มไปหมด ที่เห็นนางในวังใส่ชุดฮันบกเดินกันว่อน ๆ น่ะ ชาวต่างชาติล้วนเลย




ความโบราณของแถวนี้ไม่ใช่แบบที่ว่าเก่าอยู่ส่วนเก่า ในบ้านโบราณหลาย ๆ หลังถูกดัดแปลงให้กลายเป็นคาเฟ่สวย ๆ ร้านอาหารชิค ๆ ให้เราได้ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศไปอีกหนึ่งขั้น ที่เราขอแนะนำเลยก็คือร้านน้ำชาที่มีชื่อว่า Cha-Teul เป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เน้นเรื่องชาและส่วนใหญ่เสิร์ฟชาที่ปลูกในเกาหลี อยู่ในบ้านโบราณ มีสวนหย่อมตรงกลาง บรรยากาศน่ารักน่าหยิกมาก ๆ




เราใช้เวลาเดินสำรวจย่าน Bukchon Hanok ค่อนข้างนาน ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ได้ เพราะพื้นที่ที่นี่มีขนาดใหญ่และแต่ละซอกซอยก็มีอะไรซ่อนชวนให้ไปค้นหาอยู่เรื่อย ๆ ถ้าถามว่าส่วนที่ชอบที่สุดคืออะไร ก็คงต้องยกให้ หนึ่ง ฝั่งถนนสาย Gyedong-Gil ซึ่งอยู่ค่อนไปทางตะวันออกของย่าน แถบนี้มีโบสถ์เป็นแลนด์มาร์กและมีร้านกาแฟและร้านค้าเล็ก ๆ น่ารัก ๆ แอบอยู่เยอะ





สำหรับสาวก Gentle Monster บนถนนเส้นนี้ก็มีแฟลกชิพสโตร์ที่ใช้ชื่อว่า Bathhouse อยู่ด้วย คอนเซปต์ของตัวช็อปก็คือการดัดแปลงเอาโรงอาบน้ำจากสมัยก่อนมาทำเป็นโชว์รูมแว่นตาของตัวแบรนด์ โครงสร้างและอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างถูกอนุรักษ์เอาไว้อย่างดี ส่วนด้านบนสุด มีระเบียงที่ยื่นออกไปด้านนอก สามารถเดินออกไปชมวิวของย่าน Bukchon Hanok จากจุดนี้ได้





อีกโซนย่อย ๆ ในย่าน Bukchon Hanok ที่เราชอบก็คือถนนสาย Bukchon-Ro-5-Gil เป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างโซนบ้านโบราณกับพระราชวังเคียงบก ซึ่งระหว่างทางที่เราเดินผ่านเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีท้ังร้านไก่ทอด มันทอด Eat Paradise ร้านแซนด์วิชเจ้าดังอย่าง Egg Drop และร้านเสื้อผ้าแนวบูธิคน่ารักน่าชังอัดแน่นกันอยู่ เดินแล้วไม่เหงาปากเลยเพราะได้ซื้อขนมแต่ละอย่างมาชิม เคี้ยวหมุบหมับ ๆ จนเม่อยกรามเลยทีเดียว




3 | Garosu-gil
LOCATION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/HW9EYGN94OK
H
ow to get there: นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Sinsa และใช้ทางออกหมายเลข 8

ย่านนี้คือส่วนหนึ่งของ Sinsa-Dong ในเขต Gangnam แหล่งไฮโซประจำโซล ซึ่งนอกจากบูธิคช็อปของแบรนด์ใหญ่ ๆ แล้ว สองสิ่งที่ Garosu-Gil ขึ้นชื่อมาก ๆ ก็คือต้นแปะก๊วยที่ปลูกเรียงเป็นแถวขนาบสองข้างถนน เปลี่ยนใบเป็นสีเหลืองช่วงปลาย ๆ เดือนตุลาคมพอดี และอีกอย่างที่ขึ้นชื่อของฝั่งนี้ก็คือคาเฟ่และร้านอาหารน่ารัก ๆ ตามซอกซอยซ้ายขวาของถนนหลัก สไตล์ออกไปทางตะวันตก มีร้านอาหารฝรั่งเศส ร้านอาหารเวียดนามแต่แต่งร้านแบบยุโรป เดินไปก็ต้องกรี๊ดกร๊าดไป เพราะดีไซน์ของแต่ละจุดนี่เทสต์ดีมาก ๆ




ยกตัวอย่างงาน Art & Design เก๋ ๆ เช่นช็อปของ Tamburins แว้บแรกก็คิดไปว่านี่คืออาร์ตแกเลอรี่ที่โชว์ผลงานแนว contemporary art แต่พอเดินเข้าไปแล้วได้กลิ่นหอมที่ลอยมาแตะจมูกประกอบกับจัดวางสินค้ากระจายเป็นหย่อม ๆ อยู่ทั่วร้าน ก็มาถึงจุดอ๋อที่ว่าร้านนี้ขายสกินแคร์และบิวตี้โปรดักท์นะ





จุดแวะที่ทุกคนต้องแว้บมาเช็กอินอีกที่ก็คือ Gentle Monster Sinsa Flagship Store ที่นี่มีคอนเซปต์ต่างจากสาขาใน Bukchon คือทำแบบล้ำฉีกออกไปเลย มีอีกาแต่งอยู่เต็มร้าน ซึ่งตัวสตอรี่ว่าทำไมถึงต้องเป็นอีกาก็มีที่มาที่ไป ก่อนจะเดินขึ้นไปสำรวจตัวช็อปด้านบน ทางพนักงานก็จะแจกสมุด storybook ให้อ่านกันก่อนด้วย





Café El Cielo คาเฟ่ที่เราเดินผ่านแล้วต้องหยุดส่องเพราะเห็นลาง ๆ จากด้านนอกว่ามีเมฆปุย ๆ ลอยอยู่ในร้าน เป็นคาเฟ่ท่ีแต่งได้น่ารักมาก ๆ แต่ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเราในวันนั้น



เรามาหยุดแวะกันที่ Deux Amis แทน ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้มีคอนเซปต์การตกแต่งที่ดูแล้วว้าวเหมือนกับคาเฟ่เจ้าอื่น ๆ แต่สิ่งที่เค้าเน้นเลยจริง ๆ ก็คือตัวเค้กและขนมหวาน ซึ่งพอได้ชิมแล้วก็อร่อยติดใจจริง ๆ ขอแนะนำเมนูสตรอเบอร์รี่ชอร์ตเค้กและมอนต์ บลังค์ ตัวร้านหาไม่ยาก อยู่ในซอย Dosan-Daero 11-Gil หน้าร้านมีซอฟต์ครีมใหญ่ ๆ ตั้งอยู่




สำรวจหน้าช็อปของแต่ละร้าน มีดีเทลที่น่ารักมากให้ได้สังเกตอยู่เรื่อย ๆ อย่างคาเฟ่นี้ที่ดูเหมือนกับแวร์เฮ้าส์สร้างด้วยอิฐ ข้างในเป็นร้านกาแฟแนวมินิมอล หรืออย่างเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศสช็อปนี้ที่พาเราหวนนึกไปถึงร้านขนมปังในปารีส เป็นย่านที่เราเชื่อว่าสายคาเฟ่และสายบูธิคช็อปจะต้องตกหลุมรักได้ไม่ยาก




จบวันด้วย Café Kitsune คาเฟ่จากแบรนด์เสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์จากปารีส ช่วงที่พระอาทิตย์ตดินแล้ว บรรยากาศสโลสเลของตัวร้านถูกไลท์อัพด้วยหลอดไฟสีนวลเล็ก ๆ ที่ตกแต่งเอาไว้ทั่ว จิบชาร้อนสักแก้ว ซึมซับบรรยากาศที่ชิลแสนชิลของที่นี่ไปด้วย เป็นการปิดวันในย่านกาโรซูกิลที่สวยงามมาก ๆ




4 | Itaewon
LOCATION: https://goo.gl/maps/X4dtiDXzpn72
HOW TO GET THERE: นั่งรถไฟใต้ดินไปขึ้นสถานี Hangangjin ใช้ทางออก 1 หรือ 3 แล้วเดินย้อนกลับมาทางสถานี Itaewon

ถ้าคิดว่ากาโรซูกิลน่ารักแล้ว เราขอแนะนำอีกย่านที่น่ารักไม่แพ้กัน หรือเผลอ ๆ อาจจะมากกว่าซะด้วยซ้ำ 'อิแทวอน' คือเขตของคนรักคาเฟ่ตัวยง ที่นี่เป็นพื้นที่บนเนินเขาที่ด้านบนเป็นถนนสายหลักมีร้านอาหาร ร้านค้า และบาร์กระจายตัวอยู่ ส่วนพื้นที่เลเยอร์ล่างเป็นที่ตั้งของร้านบูธิคช็อปขายของกระจิ๊ดกระจิ๋วและคาเฟ่อยู่นับหลายสิบ





เราเริ่มต้นจากสถานี Hangangjin และเดินย้อนกลับมาทาง Leeum Museum เพื่อมุ่งหน้าไปที่ Parc ร้านอาหารที่ปักหมุดเอาไว้สำหรับอาหารกลางวัน ต้องลัดเลาะผ่านเนินเขา เดินขึ้นเดินลงนิดหน่อย แต่ระหว่างทางก็มีอะไรให้ดูเพลิน ๆ ไปเรื่อย ๆ



ที่นี่เสิร์ฟอาหารเกาหลีแนวโฮมเมด อารมณ์เหมือนไปบ้านเพื่อนแล้วคุณแม่เพื่อนทำอาหารให้กิน มีเมนูง่าย ๆ ที่มีทวิสต์ อย่างเช่นข้าวผัดเกาหลีที่โปะ poached egg ราดด้วยน้ำมันงาไว้ด้านบน อร่อยแถมโอปป้าที่เป็นพนักงานที่ร้านก็งานดี๊ดี เป็นมื้อที่สุขใจพอสมควรเลย





ข้ามมาอีกฟากหนึ่งของถนน ฝั่งนี้เป็นเหมือนสหภาพของคาเฟ่สายมุ้งมิ้งและฮิปสเตอร์ที่รวมตัวกันอยู่ ระหว่างทางก่อนที่เราจะไปฝังตัวอยู่ในร้านใดร้านหนึ่ง ก็มีบูธิคช็อปให้ได้แวะเข้า - ออกเพลิน ๆ อยู่เยอะเลย ประทับใจกับงานดีไซน์ของที่นี่ซะจริง ๆ เพราะแต่ละร้านออกมากิ๊บเก๋ซะเหลือกเกิน





On Ne Sait Jamais คือร้านแรกที่เราแวะไปลงหลักปักฐานและเป็นร้านที่เราชอบมากที่สุดร้านหนึ่งในโซลเลย คอนเซปต์คือทุกคนต้องนั่งล้อมบ่อปลา ซึ่งไม่มีปลานะแต่เป็นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน กาแฟที่นี่ก็มีเมนูที่จริงจัง แต่ที่จริงจังกว่าคือเค้กและทาร์ตต่าง ๆ คุณภาพเยี่ยงแผนกเบเกอรี่ตามโรงแรมห้าดาว อร่อยขนาดที่คุณแม่ผู้ไม่ได้ปลื้มขนมเค้กขนาดนั้นถึงกับต้องเอ่ยปากชม ไฮไลท์คือมูสมะม่วงและมะพร้าว ละมุนละไมมาก ๆ




One in a Million คาเฟ่ในละแวกเดียวกันที่ติดอันดับท็อปลิสต์ที่ใคร ๆ ก็ต้องมาแวะ เป็นแนวออกมินิมอลจ๋า ๆ ใช้รูปทรงเรขาคณิตเป็นดีเทลหลัก เน้นสีพื้น ๆ เฟอร์นิเจอร์เรียบ ๆ เสริมต้นไม้เพิ่มความเขียว ไม่ได้ชิมกาแฟที่นี่เพราะยังอิ่มจากที่แรก แต่บรรยากาศที่เราได้สัมผัสก็มีความน่ารักน่าชังดีนะ





จากคาเฟ่สู่คาเฟ่ เราก็เจอกับสายตาสองคู่ที่จับจ้องมา หันไปสบตาก็เจอกับน้องหมาสองตัวนี้ที่นั่งรอเจ้านายอยู่หน้าร้านกาแฟ น่ารักมาก ๆ




ระหว่างทางก็ต้องสะดุดกึกกับร้านกาแฟเจ้านี้ Kontemporary 1 ที่แค่ทางเข้ากับประตูบานหมุนบานใหญ่นี่เราก็ว่าชนะเลิศละ ที่นี่คือคอฟฟี่บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนห้องแลบศิลปะ แต่ละแก้วคือค่อย ๆ คราฟท์ มีบาริสต้าหน้าตาดูโปรเฟสชั่นนัลสองคนประจำอยู่ตรงบาร์ ส่วนการจัดที่นั่งด้านในก็ดูเก๋สมชื่อ




COLLAGE คือจุดสุดท้ายที่เราแวะก่อนจะเดินไปช็อปต่อบนถนนเส้นหลักของย่าน เป็นร้านที่เพื่อนเกาหลีแนะนำ เนื่องจากว่านางมองเห็นความหลงใหลในงานอาร์ทและหนังสือของเรา ที่นี่มีภาพโปสเตอร์ของศิลปินวางขายอยู่มากมาย เช่นเดียวกับพวกหนังสือปกแข็ง ด้านล่างเป็นส่วนของคาเฟ่ เรียบ ๆ ก็จริง แต่มีกิมมิคคือโซฟาเบ้ดที่สามารถซื้อกาแฟแล้วมานั่งเล่น นอนเล่น ค่อย ๆ ละเมียดจิบไปได้ ปักเอาไว้แล้วว่าคราวหน้าต้องมาลองชิมเมนูที่นี่ให้ได้!





5 | HONGDAE
LOCATION: https://goo.gl/maps/3LFfUJrGBgp
HOW TO GET THERE: นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Hongik university แล้วใช้ทางออกหมายเลข 8 

มาถึงย่านสุดท้ายที่เราได้ไปตะลุยกัน นิยามสั้น ๆ ของย่านนี้คือถิ่นเด็กมหาลัย เพราะฮงแดคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฮงอิก เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ก็จะเป็นทุกอย่างที่อยู่ในความสนใจของวัยรุ่น ทั้งร้านเสื้อผ้าถูกและดี ร้านแอคเซสเซอรี่ เคสโทรศัพท์ ร้านขายเครื่องสำอาง ไล่ไปจนถึงร้านอาหารอร่อย ๆ บาร์และคลับ มีครบทุกรสชาติและการเดินเล่นแถวนี้ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนลดอายุมาเป็นเด็กสาวอีกครั้งด้วย

 




คาแรกเตอร์ช็อปเป็นอย่างนึงที่ไม่ควรพลาดสำหรับประสบการณ์การชอปปิ้งในโซล ซึ่งเจ้าใหญ่ ๆ ก็มีอยู่ 2 แบรนด์ก็คือ LINE กับ KAKAO แต่ที่เราชอบมากที่สุดก็คือสาขานี้ของ KAKAO FRIENDS FLAGSHIP STORE ที่หน้าถนนฮงแดเลย มีทั้งหมด 3 ชั้น บรรยากาศชวนสนุกและของแต่ละอย่างก็ชวนหยิบลงตะกร้ามาก ๆ ด้านบนมีคาเฟ่ของ Ryan ให้ได้นั่งพักเหนื่อยกินขนมกันด้วย




ซุปกิมจิต้นตำรับสูตรต้มจนเปื่อยครบ 7 นาทีคือจุดแวะที่เพื่อนทุกคนย้ำสองสามรอบว่าต้องมาให้ได้ และมันก็คือร้านสีเหลืองประจำย่านฮงแดนี่แหละ ชื่อร้านภาษาเกาหลีเขียนว่า 새마을식당 홍대 서교점 อยู่ในซอย Eoulmadang-Ro ซึ่งทั้งแถบนี้ก็จะมีแต่ร้านอาหารหน้าตาน่าอร่อยเรียงรายกันอยู่ นอกจากกิมจิชิเกแล้ว หมูสามชั้นย่าง คอหมูย่างที่ร้านนี้ก็เลิศรส เครื่องเคียงก็เติมได้ไม่อั้น อร่อยพุงป่องกันสุด ๆ



เข้าสู่ช่วงภาคค่ำ ณ ฮงแด สิ่งที่มีเพิ่มเติมมาจากภาคกลางวันก็คือการแสดงสตรีทโชว์จากบรรดานักศึกษาวัยรุ่นประจำกรุงโซลทั้งหลาย ตัวสถานที่ก็ซัพพอร์ตเป็นอย่างดีด้วยการสร้างเวิ้งที่บุ๋มลงไป เป็นเหมือนอัฒจันทร์ย่อม ๆ ส่วนสกิลของแต่ละคนที่งัดเอาออกมาโชว์คือระดับ Adele ระดับ Bruno Mars เลย ต้องยอมให้พวกนาง




ต่อด้วยบาร์ฮอปปิ้ง กิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงสำรวจฮงแดในภาคกลางคืน ด้วยความที่ที่นี่เป็นถิ่นมหาวิทยาลัย เลยมีร้านนั่งชิลอยู่ในจำนวนที่ใช้ได้เลย คลับก็เยอะ แต่สายค็อกเทลอย่างเราขอหาบาร์แนว speakeasy ไปนั่งเม้าธ์ดีกว่า และเราก็เจอที่นี่ Namus ดาร์ทบาร์ซึ่งเข้าไปปุ๊บมีกระดานปาเป้าให้แข่งเก็บแต้มกัน ชอบตรงที่เราสั่งค็อกเทลผลไม้ไปก็ได้ผลไม้แท้ ๆ เป็นส่วนผสมในแก้วจริง ๆ (พี่บาร์เทนเดอร์ถึงขั้นหยอดผลองุ่นลงไปบดในแก้ว) และพอเราถามฮีว่ามีที่ไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง เขาก็บอกลายแทงบาร์ที่ต่อไปแบบไม่กั๊ก แถมฝากโน้ตไปให้เพื่อนบาร์เทนเดอร์ที่บาร์แห่งที่สองนี้ด้วย : )




Robin's Square คือชื่อของบาร์ลับแห่งต่อไปที่เราได้พิกัดมา ชื่อหล่อยังไง ตัวร้านก็ดูหล่อแบบนั้นเลย อยู่หลังประตูไม้บานเล็ก ๆ หน้าถนน Wausan-Ro ซึ่งค็อกเทลที่เสิร์ฟที่นี่จะเน้นไปทางคลาสสิกค็อกเทลที่มีทวิสต์เพิ่มกิมมิคให้น่าสนใจ เราสั่งค็อกเทลที่ใช้จินเป็นเบสแล้วก็พบว่าฝีมือการชงของพี่ ๆ บาร์เทนเดอร์ที่นี่ดีทีเดียว เปิดทำการถึงตี 4 ด้วย มานั่งยาว ๆ ได้เลย



แวะสักนิดที่คลับฮิปฮอประหว่างทางจะไปเรียกแท็กซี่กลับโรงแรมกับ Sinkhole คลับที่เขาว่ากันว่าเป็นน้องใหม่ของย่าน ขนาดไปวันธรรมดายังมีคิวต่อแถวเพื่อเข้าไปแดนซ์อย่างเนืองแน่น ข้างในก็แน่น แวะไปซึม ๆ บรรยากาศแค่ 15 นาที เราก็ตัดสินใจกลับละแต่ก็ดูเป็นที่ ๆ คงสนุกดีถ้ายกก๊วนกันมาเที่ยว ไว้ครั้งหน้าที่เตรียมตัวมามากกว่านี้ เราได้เจอกันแน่ ๆ ที่รัก!



อย่างที่เขาว่าแหละว่าเวลาที่สนุกและมีความสุขจะผ่านไปเร็ว 5 วันในโซลแป๊บ ๆ ก็จบลงละ (เงินในกระเป๋าก็ปลิวออกไปหมดพร้อม ๆ กัน) ไว้ครั้งหน้าที่ไป คงได้ explore ย่านใหม่ ๆ กัน และเราสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ภาคค่ำจะต้องลองท่องราตรีให้สุด ว่าแล้วก็ปั่นงานยิก ๆ เก็บตังค์เตรียมไปเที่ยวทริปต่อไป

Until then, Seoul : )



–Mint Travelerspulse


TAIPEI QUICK GUIDE

Next Project

See More