ALL WONDERS OF SRI LANKA
Part 2 : Seaside

ป้อมปราการมรดกโลก โรงแรมบูธิค วิวทะเลที่สวยสุดในศรีลังกา

ดูวิวเขียว ๆ จากฝั่งภูเขากันไปแล้ว ในภาค Seaside นี้ เราขอนำเสนอศรีลังกาในฝั่งติดทะเลบ้าง เมืองสวย ๆ กับชายหาดสีขาว น้ำทะเลใสกิ๊งคือสิ่งที่หาได้ไม่ยากด้วยความที่ตัวประเทศของเค้าเป็นเกาะอะเนอะ ขอไม่เกริ่นอะไรมากเพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ 2 เมืองริมทะเลที่เราอยากจะเล่าถึงใน article นี้ อ่านต่อได้ที่ด้านล่างนี้เลย!

(ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านพาร์ทแรก กดอ่านก่อนได้ที่ลิงก์นี้ > http://travelerspulse.co/pile_portfolio/all-wonders-of-sri-lanka-part-1-hillside)



Day 4 : Galle
(https://goo.gl/maps/n93mQkTFbEr)

การเดินทางวันที่ 4 ของเราเริ่มต้นด้วยการนั่งรถที่ยาวนานที่สุดในทริปนี้เลย เราเคลื่อนตัวจากเมือง Kandy ดิ่งตรงมาทาง Colombo และเลยเลียบเกาะไปทางใต้อีกหน่อยก็มาถึงที่เมืองริมทะเลแสนน่ารักแห่งนี้ รวมระยะเวลาทั้งหมดที่เอาก้นติดเบาะคือเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ถ้าแลกกับความละมุนละไมของ Galle เมืองมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดย UNESCO เราว่าก็คุ้มค่าอยู่นะ



Galle (อ่านว่า กอลล์) คือเมืองท่าที่อยู่ปลายสุดของฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ สิ่งที่ทำให้เมืองนี้ดังและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะมาเยี่ยมเยียนก็คือส่วนที่เป็น Old Dutch Fort หรือป้อมปราการของชาวดัตช์ในสมัยก่อนที่สร้างทิ้งเอาไว้ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือพวกอาคารหน้าตายุโรปทั้งหลาย ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมพื้นเมืองที่มองไปทางไหนก็ดูวินเทจสุด สวยสุด ไปซะหมด




พอนั่งรถผ่านกำแพงที่กั้นระหว่างส่วนที่เป็นเมืองเก่ากับตัวเมือง Galle เอาไว้ เราก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศอีกอย่างนึงทันที ด้านนอกคือความพลุกพล่านของท้องถนน ทั้งตุ๊ก ๆ รถบัส คนที่สัญจรไปมา แต่พอเข้ามาในส่วน Old Dutch Fort แล้ว Galle คือเมืองบูธิคที่เต็มไปด้วยโบสถ์เก่าที่ยังใช้การอยู่ มีบ้านเก่าที่ถูกแปลงเป็นร้านอาหาร มีอาคารราชการที่กลายมาเป็นโรงแรมบูธิคน่ารัก ๆ ข้างใต้หน้าตาที่ดูโบราณคือความโมเดิร์นที่ทวิสต์ผสมเข้าไปได้อย่างกลมกลืน



นอกจากความผสมผสานของกาลเวลาแล้ว เรายังได้เห็นความกลมกลืนของเชื้อชาติที่หลากหลายในเมืองป้อมปราการนี้ด้วย มีทั้งนักท่องเที่ยวฝรั่ง มีทั้งนักเดินทางชาวเอเชียนแบบเรา ๆ มีทั้งคนท้องถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมืองนี้ เดิน ๆ อยู่หน้าโบสถ์คริสต์หน้าตายุโรปจ๋า หันมาอีกทีก็อาจจะเห็นแก๊งสาว ๆ ศรีลังกาในส่าหรีแบบนี้ก็ได้นะ




The Shops

กิจกรรมข้างในเมืองเก่าของ Galle นอกจากการเดินดูพวกอาคารทางประวัติศาสตร์แล้ว ถนนที่แบ่งเป็นซอกซอยย่อย ๆ ก็มีร้านค้าน้อยใหญ่ตั้งอยู่ ส่วนใหญ่ขายพวกเสื้อผ้าดีไซเนอร์ เครื่องประดับ งานศิลปะ ของที่ระลึก และมีคาเฟ่สลับอยู่บ้าง ส่วนร้านสีสันจี๊ดจ๊าดร้านนี้ฮิตในหมู่ Instagrammer มาก ๆ ใครแวะมาก็ต้องมายืนถ่ายรูปที่นี่สักชอตสองชอต



ส่วนตัวแล้ว เราชอบร้านนี้มาก มันมีชื่อว่า Stick No Bills และสิ่งที่วางขายอยู่ด้านในก็คือโปสเตอร์และโปสการ์ดที่เป็นงาน illustration ของศิลปินชาวศรีลังกา เราได้โปสการ์ดลายแผนที่ศรีลังกามาเป็นที่ระลึก 1 ใบ ตั้งใจเก็บลงในกระเป๋าเป้อย่างดีและออกไปเดินเที่ยวเมือง Galle ต่อ




เจอกับอีกหนึ่งร้านที่ดักให้เราต้องหยุดระหว่างทาง Isle of Gelato กับไอศครีมเจลาโต้แบบโฮมเมด รสมะม่วงกับราสพ์เบอร์รี่ชวนชื่นใจมาก ๆ




Boutique Hotels

โรงแรมบูธิคคืออีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ Galle Dutch Fort ดูมีสีสันเพิ่มขึ้นเยอะเลย การที่มาเดินเล่นในตัวเมืองเก่าก็อย่างนึง แต่คิดดูสิว่าถ้าเราสามารถค้างคืนในเมืองเก่าอายุเป็นหลายร้อยปีได้ด้วย มันจะเจ๋งขนาดไหน!

เราเลยเลือกที่จะพักในโรงแรมบูธิคใน Galle จำนวน 1 คืนถ้วน ซึ่งตรงกับคืนข้ามปีพอดีด้วย ฟังดูอาจจะหลอน ๆ แต่ขอบอกเลยว่าด้วยการ renovate ตกแต่งใหม่ทั้งหมดและความสวยเฉียบของโรงแรมแต่ละที่เนี่ย ทำให้ประสบการณ์การอยู่โรงแรมในเมืองนี้เป็นอะไรที่ดีที่สุดของทริปนี้เลย



ก่อนที่จะไปถึงโรงแรมที่เราเข้าพัก ขอเล่าถึง 2 ที่ ๆ เราเล็งเอาไว้ในลิสต์ก่อนเพราะแต่ละที่มีความสวยที่ไม่แพ้กันเลย ที่แรกคือ Amangalla โรงแรม 5 ดาวที่หรูที่สุดในย่าน มีอายุในการเป็นโรงแรมมากกว่า 150 ปี และก่อนหน้านั้นเคยถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการทหาร ตอนนี้อยู่ในการดูแลของเครือ Aman และราคาต่อคืนอยู่ที่หลักพันปลาย ๆ ไปจนถึงหลักหมื่นเลย



The Fort Bazaar โรงแรมบูธิคที่มีแค่ 18 ห้อง แปลงโฉมจากบ้านของพ่อค้าชาวดัตช์กลายเป็นดีไซน์ที่โมเดิร์นร่วมสมัย สวยไปหมดซะทุกมุม ถึงจะไม่ได้พักค้างคืนที่นี่แต่เราว่าแวะมาเดินเล่นถ่ายรูปก็ไม่ใช่ความคิดที่เลวซะเท่าไหร่เลย



ส่วนโรงแรมที่เราตั้งหลักเอาไว้ว่า "ฉันจะพักที่นี่แหละ คืนนี้!" (ด้วยเสียงที่มุ่งมั่นเต็มร้อย) ก็คือที่ Yara Galle Fort ที่นี่ปรับปรุงจากบ้านของข้าราชการชาวดัตช์มาเป็นบูธิคโฮเทลเล็ก ๆ มีห้องพักทั้งหมด 11 ห้อง อายุของโรงแรมยังถือว่าเป็นน้องใหม่ของย่าน เพราะตอนที่เราไป พนักงานบอกว่าเพิ่งเปิดบริการได้ประมาณ 4 เดือนเท่านั้น แต่ดูจากการดีไซน์และบริการ ถือว่า up to the standard ตรงตามมาตรฐานบูธิคโฮเทลมาก ๆ



ที่นี่เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ๆ กับของประดับตกแต่งโทนฟ้า ๆ นำ้เงิน ๆ พี่สต๊าฟบอกว่าดีไซเนอร์ที่ออกแบบเรื่องตกแต่งภายในเป็นคนไทยด้วยนะ ซึ่งไม่ได้อวยคนชาติเดียวกัน แต่เราว่า Yara Galle Fort คือผลผลิตที่สวยมาก ๆ อันนึงเลย



ห้องพักในเรทที่เราได้คือประมาณ 7,000 บาทต่อคืน ซึ่งถ้าเทียบกันว่าเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ที่ทุกอย่างแพงไปซะหมด ก็ถือว่าไม่ได้เป็นเรทที่เวอร์เกินไป แต่ก็มีเกิดความดีงามขึ้นตรงที่ว่าพี่รีเซปชั่นเสนออัพเกรดห้องพักให้ฟรี จากห้องสวีทธรรมดาเลยกลายเป็นแบบดูเพล็กซ์ เราเลยได้ห้องพักสองชั้นหน้าตาแบบนี้




The Lighthouse

จุดถ่ายรูปที่ฮอตฮิตประจำเมือง Galle คือประภาคารริมทะเลซึ่งเป็นอันที่เก่าแก่ที่สุดในศรีลังกาด้วย ถูกสร้างขึ้นในปี 1848 โดยกองทัพของอังกฤษ และก็ได้รับการอนุรักษ์มาจนถึงทุกวันนี้ มาถึงแล้วเราเลยขอนุ่งส่าหรี ถ่ายรูปกับประภาคารสักหนึ่งแชะ




พื้นที่โดยรอบคือทางเดินเลียบทะเล ด้านล่างเป็นชายหาดที่หลายคนก็กระโดดตุ๋มลงไปเล่นน้ำกัน บางโซนก็เป็นโขดหินที่มีคลื่นแรงกว่าหน่อย เอาไว้สำหรับชมวิวอย่างเดียว แต่ที่แน่ ๆ คือวิวพระอาทิตย์ตกดินจุดนี้สวยที่สุดเลย





Day 5 : Colombo
(https://goo.gl/maps/5bnioWavKd92)

ตื่นมาจัดเบรคฟาสต์มื้อใหญ่หนึ่งชุด เราก็เตรียมออกเดินทางออกจาก Galle ในช่วงสาย ๆ ของวัน มุ่งหน้ากลับไปยังเมืองหลวงของศรีลังกาที่เรามาแตะพื้นในวันแรกของทริป แต่ครั้งนี้จะได้มีเวลาไปสำรวจตัวเมืองมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านในวันต่อไป

ก่อนจะไปถึง Colombo เราแวะเที่ยวตลาดปลาของ Galle ที่อยู่นอกกำแพงป้อมปราการ ที่นี่เป็นแผงขายปลาและอาหารทะเลริมถนนเลย เป็นเพิงที่ตั้งเรียงรายกัน ด้านหลังก็คือทะเลที่มีเรือประมงจอดอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องความสดคือมั่นใจได้ วันที่เราไปก็มีทั้งคนท้องถิ่นที่มาซื้อวัตถุดิบกลับไปปรุงเองที่บ้าน กับนักท่องเที่ยวบางคนที่มาเดินดูบรรยากาศของตัวตลาดเหมือนพวกเรา




Colombo คือเมืองหลวงของประเทศศรีลังกาและเป็นศูนย์กลางของการค้าด้วย เป็นเมืองที่กำลังโตและเป็นเป้าหมายในการลงทุนของนักธุรกิจหลายชาติ รวมไปถึงชาวจีนที่กำลังสร้างโครงการถมทะเลอันใหม่ วางเป้าหมายให้โคลอมโบเป็นดูไบแห่งที่สอง แต่สิ่งที่ผสมผสานไปกับความเจริญที่เกิดขึ้น ในตัวเมืองก็ยังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่เยอะ ผ่านทางตัวอาคารสไตล์โคโลเนียลและรูปปั้นต่าง ๆ ที่ประดับประดาโคลอมโบให้ดูมีความเป็นเมืองลูกครึ่งมากยิ่งขึ้น




ความจัดจ้านของสีตัวตึกคือสิ่งที่เราสังเกตได้ระหว่างที่นั่งรถผ่าน บ้านของคนที่นี่จะนิยมเพ้นท์ด้วยสีสันที่ไม่จำเจเลย ตึกนึงอาจจะเป็นสีส้ม ติด ๆ กันก็อาจจะเพ้นท์ด้วยสีเหลือง เราจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าแพทเทิร์นที่เห็นต่อ ๆ ไปคืออะไรนอกจากการเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ




หยุดเที่ยวกันที่แรก ทีนี่คือสถานีรถไฟกลางในตัวเมืองโคลอมโบหรือชื่อเต็ม ๆ คือ Fort Railway Station ซึ่งไม่ว่าใครที่จะเดินทางในเมืองหรือระหว่างเมืองก็ต้องมาขึ้นที่นี่เป็นจุดเริ่มต้น



ด้านในอารมณ์คล้าย ๆ กับหัวลำโพงบ้านเราเลย มีความวุ่นวาย มีจังหวะของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างรวดเร็ว มีร้านขายขนมอยู่ฟากนึงของสถานี และที่เหลือคือชานชาลาเอาไว้สำหรับยืนรอรถไฟ ถามว่ารถไฟในศรีลังกาตรงเวลาไหม เค้าบอกว่าไม่ค่อยเป๊ะ ต้องรอลุ้นกันหน่อยแต่ก็ไม่เคยเบี้ยวนะ





หลังจากสถานีรถไฟ เราขอให้พี่คนขับรถไปปล่อยลงที่ Old Dutch Hospital ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งชอปปิ้งและมีร้านอาหารเจ้าดังอย่าง Ministry of Crab ตั้งอยู่ด้วย แต่ด้วยความที่เราไปถึงหลังบ่าย 2 และเป็นช่วงพักของที่ร้าน สิ่งที่เราทำได้ก็คือเดินเข้า Burger King แล้วสั่งข้าวไก่ทอดราดแกงมากิน เฮ้ย อร่อยใช้ได้เลยนะ!




อกหักจาก Old Dutch Hospital เราก็เดินมุ่งหน้าต่อไปยัง 2nd Cross Street เพื่อจุดแวะต่อไปก่อนจะหมดวัน ระหว่างทางก็เจอตึกหน้าตาหล่อเหลาเอาการแบบนี้และตำรวจจราจรบนหลังม้า เป็นภาพที่แปลกตาแต่ก็ดูเท่พอได้เลย!




มาถึงแล้วกับจุดแวะสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไป ที่นี่คือมัสยิดสีแดงที่เป็นเหมือน hidden gem ในโคลอมโบ ชื่ออย่างเป็นทางการของมันก็คือ Jami Ul Alfar ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่เหมือนกับพาหุรัดบ้านเราเลย ระหว่างตึกแถวสองสามชั้นกีสถาปัตยกรรมชิ้นโตแห่งนี้โผล่ขึ้นมาเป็นแลนด์มาร์กของย่านเฉย!



"สวยมาก สวยมาก ๆ" นี่คือคำเดียวที่เราพูดได้เกี่ยวกับตัวมัสยิดนี้ ตัวตึกเป็นสีแดงสลับกับขาวทำให้มัสยิดสีแดงดูเหมือนลูกกวาดชิ้นยักษ์ และถึงแม้ว่าเราจะเข้าไปข้างในไม่ได้เนื่องจากวันนั้นมีพิธีทางศาสนาพอดี แต่แค่ได้ดูจากด้านนอกก็พอใจมาก ๆ แล้ว




Galle Face Hotel
(https://goo.gl/maps/Nx48R8k3CUR2)

ช่วงค่ำของวันซึ่งเป็นคืนสุดท้ายในโคลอมโบและศรีลังกาครั้งนี้ เราเลือกที่จะไปดินเนอร์แบบหรูนิด ๆ ที่โรงแรม 5 ดาวประจำตัวเมือง Galle Face Hotel ซึ่งมีอายุมากถึง 155 ปีและเป็นหนึ่งในโรงแรมหรูที่เก่าแก่ที่สุดด้วย เราได้เดินชมพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่บอกเล่าประวัติของตัวโรงแรมก่อนที่จะไปทานบุฟเฟ่ต์มื้อเย็น ออร่าความหรูและเก๋าของที่นี่แผ่มาให้เห็นผ่านทุกดีเทลที่อยู่รอบตัวจริง ๆ



หน้าตาของอาหารเย็นจากบุฟเฟ่ต์ของโรงแรมเป็นประมาณนี้ คืนนั้นเป็นธีมของอาหารศรีลังกาด้วย เราเลยได้ชิมเมนูท้องถิ่นที่แปลกและหลากหลายเลย อ่านรีวิวตัวอาหารได้ที่โพสต์นี้ > https://www.facebook.com/travelerspulse/posts/571775769962999



จบคืนด้วยบาร์สไตล์ฮาวานาที่ King of the Mambo มีทั้งดนตรีสดและเสียงคลื่นจากชายหาดด้านนอก บรรยากาศดีมาก ๆ เป็นการจบทริปที่สวยงามสุด ๆ ก่อนที่จะต้องลากกระเป๋าไปสนามบินในวันถัดไปแบบยัยเพิ้ง




ถ้าถามว่า "ให้ไปศรีลังกาอีก ไปมั้ย" เราก็คงมีคำตอบในใจแล้วว่าไปแน่นอน! มีอีกหลายอย่างที่เราอยากจะรู้จักกับประเทศนี้ และที่ประทับใจก็คงเป็นเรื่องของคนที่นี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกอยากมาเที่ยวอีก

Until next time! ได้เจอกันอีกแน่นอนนะพี่ศรี ส่วนคนในรูปน่ะคือสปอนเซอร์หลักของทริปนี้ ขอบคุณป่าป๊าที่พาลูกสาวคนนี้ออกไปสำรวจโลกด้วยกันนะ : )

–Mint Travelerspulse



ปล. สำหรับใครที่อยากได้แผนที่การเดินทาง เราแจกไว้ให้ตรงนี้จ้า ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านพาร์ทแรก คลิกที่ลิงค์นี้ได้เลย > http://travelerspulse.co/pile_portfolio/all-wonders-of-sri-lanka-part-1-hillside/



ALL WONDERS OF SRI LANKA | PART 1 : HILLSIDE

Next Project

See More