ALL WONDERS OF SRILANKA
PART 1 : HILL SIDE

ปางช้าง ไร่ชา ทางรถไฟโบราณ วัดมรดกโลก

"ปีใหม่นี้ไปเที่ยวไหนอะคุณบล็อกเกอร์"

"อืม...มีแพลนจะไปศรีลังกากับพ่อสองคนอะ"

"ศรีลังกาหรอ...มันมีอะไรให้เที่ยวหรอแก"

นี่คือประโยคสนทนาตามแบบฉบับเดิมทุกครั้งที่เพื่อนถามว่าจะไปไหน และคำตอบของเราไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่นแบบก่อน ๆ แต่ครั้งนี้กลับฉีกไปที่ประเทศเล็ก ๆ ในเขตเอเชียใต้อย่างศรีลังกา

เอาจริงว่าพอเพื่อนถามว่ามันมีอะไรให้เที่ยวหรอ ตัวเราเองก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ประเทศนี้เข้ามาอยู่ในใจตั้งแต่ที่เราได้นั่งคุยกับเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งทำความรู้จักกันบนบัสที่มุ่งหน้าไปยังทุ่งทิวลิป ระหว่างทริปในเนเธอร์แลนด์ปีที่แล้ว เธอเป็นชาวลอนดอน และพอถามว่าเคยมาแถวเอเชียไหม เธอบอกเราว่าเคยและประเทศที่ชอบที่สุดก็คือไทยและศรีลังกา

หลังจากที่เราได้ฟังเรื่องราวการเดินทางของเพื่อนใหม่คนนี้ แถมอีกวันนึงที่กำลังไถฟีดอินสตาแกรมดูเล่น ๆ ก็เห็นรูปเพื่อนสาวอีกคนที่ไปโผล่ที่นั่น เราก็รู้สึกว่าที่นี่มันมีอะไรให้น่าค้นหาจริง ๆ และมันคือพรหมลิขิตแล้วล่ะที่อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาเล่าเรื่องของศรีลังกาให้ฟังแบบยาว ๆ ถึงสองคน

"ปีใหม่นี้เราไปศรีลังกากันนะป๊า"

พอพ่อตอบโอเค จองตั๋วเสร็จสรรพ เราเลยได้ไปค้นหาคำตอบกับตัวเองด้วยตัวเองว่า สุดท้ายแล้ว ศรีลังกามีอะไรให้เที่ยวบ้าง...



Important Info
เกร็ดน่ารู้ก่อนออกเดินทาง

ปลอดภัยไหม ?
คำถามแรก ๆ ที่เราเจอเวลาบอกว่าไปศรีลังกามาก็คือ "ที่นั่นปลอดภัยไหม" ซึ่งตอบได้เลยว่าตอนแรกก็ไม่แน่ใจเหมือนกันด้วยความที่ภาพลักษณ์ของศรีลังกาก็มีความคล้ายคลึงอินเดีย และจากข่าวก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าที่อินเดียก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% สำหรับนักเดินทางผู้หญิงซะเท่าไร แต่พอไปเจอเข้าจริง ๆ แล้ว คนศรีลังกาน่ารักมาก ๆๆ ถึงมากที่สุด เดินไปตามถนน เป็นปกติมากที่ทุกคนจะยิ้มและเซย์ไฮกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือตามรายทางตลอด มีโดนหลอกให้ซื้อของบ้างในบางที่ที่ touristy จ๋า ๆ แต่ดูจากภาพรวมแล้ว เราชอบคนประเทศนี้เอาซะมาก ๆ ไม่ได้มีอะไรที่ดูเสี่ยงอันตรายเลย (ยกเว้นความ fast and furious บนท้องถนน) เดินทางคนเดียวได้สบาย!



ใช้สกุลเงินอะไร ? 

ค่าเงินในศรีลังกาเรียกว่ารูปี (Sri Lankan Rupee หรือตัวย่อ LKR) ตีเป็นเงินไทย เรทที่อยู่ประมาณ 17-18 บาทต่อ 100 รูปี

แลกเงินที่ไหน ?

วิธีการแลกเงินจะซับซ้อนนิดหน่อยเนื่องจากว่าหาค่าเงินนี้ในไทยยากพอสมควร สิ่งที่เราทำก็คือแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์สหรัฐ แล้วค่อยหิวเงินดอลลาร์ไปแลกที่ศรีลังกาอีกที ส่วนสถานที่ในการแลกเงินที่ดีที่สุดและไม่น่าปวดหัวคือธนาคาร และทางที่สุดคือแลกในสนามบินเลยเพราะร้านค้าส่วนใหญ่หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ไม่รับสกุลเงินอื่นนอกจากรูปี เพราะฉะนั้นรีบมีติดตัวให้เร็วที่สุดยิ่งดี



เดินทางในประเทศยังไง ?

จริง ๆ แล้วศรีลังกามีระบบรถไฟที่ใช้ได้เลย แต่ถ้าถามถึงความสะดวกจริง ๆ แล้ว รถยนต์น่ะดีที่สุด ที่นี่มีบริการรถเช่า ทั้งที่แบบให้เราขับเองและแบบที่มีคนขับมาให้ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาจากถนนหนทางและการขับรถของคนที่นี่ที่เฟี้ยวมาก ๆ แล้ว การให้คนท้องถิ่นเป็นคนพาเราไปยังที่ต่าง ๆ ย่อมดี สะดวกและปลอดภัยกว่าที่จะขับเอง ราคาค่าบริการก็ไม่แพงมาก แถมไม่ต้องคอยโบกรถต่อให้ยุ่งยาก วิธีนี้แหละที่เราคิดว่าดีที่สุด

Travelerspulse recommends : ขอแนะนำคนขับรถที่เราใช้บริการระหว่างทริปนี้ ชื่อ Hemantha บริการใส่ใจดีที่สุดเสมือนว่าเราเป็นในครอบครัวเลย ติดต่อทาง Whatsapp ได้ที่เบอร์นี้ +94-76-943-8980 (คุณ Hemantha) ส่วนราคาสำหรับทริปทั้งหมด 6 วัน ไม่จำกัดชั่วโมงในการทำงานต่อวัน รวมบริการรับ-ส่งสนามบิน ค่าน้ำมัน และค่าทางด่วนแล้ว ราคาอยู่ที่ 360 ดอลลาร์ หรือ 11,880 บาท สำหรับ 2 คน 



TRAVEL PLAN
แพลนการเดินทาง

คราวนี้ไปแบบมีเวลาไม่มากแต่ก็ไม่น้อย 6 วัน 5 คืน ระหว่างปลายปี 2018 ข้ามไปวันเริ่มต้นปีใหม่ 2019 ออกมาเป็นประมาณในตารางด้านล่างนี้ ส่วนรายละเอียดเต็ม ๆ เกี่ยวกับแต่ละสถานที่เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลย!


Day 1 : pinnawala elephant orphanage
(https://goo.gl/maps/9DQ3nFWMQan)



จุดหมายปลายทางแรกหลังจากที่เราผ่านด่านตม.และรับกระเป๋าออกมาจากสนามบินเรียบร้อยแล้วก็คือศูนย์อนุรักษ์ช้าง Pinnawala ที่อยู่ในเมือง Kegalle ห่างจากโคลอมโบประมาณ 90 กิโลเมตรหรือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่นี่คือศูนย์เพาะพันธุ์ช้างและช่วยอุปถัมภ์ช้างพเนจร ช้างกำพร้า ช้างไม่มีบ้าน ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1975 และในทุกวันนี้ก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อมาก ๆ ที่หนึ่งของที่นี่ ซึ่งมาเที่ยวครั้งนี้เราก็ไม่พลาด ขอมาดูน้องช้างเชื้อสายศรีลังกาโขลงใหญ่ ๆ สักครั้ง




ค่าเข้าชมที่นี่คือคนละ 2,500 รูปี ซึ่งถ้าแปลเป็นเงินไทยก็เท่ากับ 500 บาทเลยแหละ รู้สึกแอบแพงหน่อย ๆ แต่ถ้าถามว่าความพิเศษของ Pinnawala Elephant Orphanage คืออะไร มันเหมือนกับปางช้างทั่ว ๆ ไปไหม เราว่าไฮไลท์ของที่นี่ค่อนข้างตระการตาเอาซะมาก ๆ

กิจกรรมที่น้องช้างทำเพื่ออวดนักท่องเที่ยวที่นี่ไม่ใช่โชว์วาดรูปหรือโชว์เต้นตามจังหวะ แต่เป็นการอาบน้ำ ! ซึ่งก็ไม่ได้มีการบังคับขืนใจใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่เค้าชอบกันอยู่แล้ว



ทุกวันจะมีโชว์อาบน้ำทั้งหมด 2 รอบเวลา (10.00-12.00 น. และ 14.00-16.00 น.) พอถึงรอบ พี่ควาญช้างก็จะจูงน้อง ๆ ทั้งโขลงมาปล่อยที่แม่น้ำ น้องก็เล่นน้ำลั้นลากันไป ในขณะที่คนมาเยี่ยมชมก็ยืนดูวิวสวย ๆ ที่อยู่ด้านหลังก้นน้องช้าง เซลฟี่กันไป ถ่ายรูปแบบรัว ๆ กันไป มันฟังดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ธรรมดามาก ๆ แต่เอาเข้าจริง ซีนที่เราเห็นก็สวยจับใจใช้ได้เลยแหละ



รอบ ๆ จุดชมช้างอาบน้ำ แถวนี้มีร้านค้าเปิดขายของที่ระลึกริมเป็นทางยาวเลย ของส่วนใหญ่ก็หน้าตาคล้าย ๆ พวกของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกันจากสวนจตุจักร อย่างเช่น กางเกงลายช้าง เสื้อมัดย้อม ไล่ไปจนถึงกระดาษสาที่ทำจากอึ๊ของน้องช้าง ส่วนตึกสีขาว ๆ ในรูปด้านล่างนี้คือโรงแรม Elephant Bay ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งจากโรงแรมนี้ แขกสามารถมองเห็นน้องช้างทั้งโขลงจากริมระเบียงห้องได้เลย!



เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงที่นี่เพื่อดูน้องช้างอาบน้ำ พอควาญช้างส่งซิกให้สัญญาณมาว่าถึงเวลาที่น้องจะต้องกลับบ้านแล้วนะ นักท่องเที่ยวทุกคนก็จะถูกต้อนให้ไปยืนรออยู่ข้างถนนเพื่อหลบทางให้น้อง ๆ เดินพาเหรดกันข้ามถนนไปยังอีกฟาก



ตอนนี้นี่แหละที่อยู่ดี ๆ ก็มีคุณลุงยื่นมะม่วงมาให้เราหนึ่งผล ทำท่าประมาณว่า "ให้อาหารได้นะ ๆ" เราก็รับมะม่วงมาแล้วเอาไปป้อนให้น้อง ปรากฏว่าพอขบวนช้างผ่านไป กลุ่มคนเริ่มสลายโต๋ ขณะที่เรากำลังจะก้าวขาเพื่อเดินกลับไปที่ลานจอดรถ ก็มีมือยื่นมาสะกิด พอหันหลังไป ก็เห็นคุณลุงคนเดิมยิ้มให้หนึ่งที พร้อมบอกว่า "100 รูปี for mango นะจ๊ะ"

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า อย่ารับของจากคนแปลกหน้า เพราะจะเสียทรัพย์โดยไม่ทันตั้งตัว!



Day 2 : Nuwara EliyA
(https://goo.gl/maps/ZyTBHxfGkEq)

วันที่สองเริ่มต้นมาพร้อมลมหนาวพัดโบยมากับวิวไร่ชาของเขต Nuwara Eliya ห่างจาก Pinnawala ประมาณเกือบ 5 ชั่วโมงโดยรถยนต์



แถบนี้มีความเหมือนดอยแม่สะลองบ้านเรามาก เพราะมองไปทางไหนก็เห็นต้นชาที่ปลูกเรียงเป็นขั้นบันไดที่เขียวชุ่ม อยู่ทุกทิศ และก็แน่ล่ะว่าที่ปลูกกันเยอะขนาดนี้ก็เพราะว่านางคือแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดอันดับต้น ของโลกเลย



ขับ ๆ ไปนอกจากจะมีวิวไร่ชาแล้ว แผงผักผลไม้ที่เปิดอยู่ข้างทางก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยเติมสีสันให้กับส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี และทุกอย่างก็ดูสดตรงจากสวน น่าทานมาก ๆ



Uva Halpewatte
(https://goo.gl/maps/LkpqQgXpwXE2)

กิจกรรมแรกที่เราเลือกทำใน Nuwara Eliya ก็คือการไปเที่ยวไร่ชาและโรงงานผลิตชา จริง แล้วในแถบนี้มีหลายโรงงานมาก ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่จากการนั่งค้นข้อมูลใน TripAdvisor หลาย รีวิวบอกว่าโรงงานที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดก็คือที่นี่ Uva Halpewatte ซึ่งอยู่ในเขต Uva ขับรถจาก Nuwara Eliya ไปประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง



เราลัดเลาะตามไหล่เขาขึ้นมาถึงตัวอาคารด้านบนซึ่งก็เดากันว่านี่แหละคือโรงงาน ไปถึงก็งง กันตอนแรกเพราะนอกจากป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า Visitors แล้วมีลูกศรชี้ต่อไปที่ด้านบน บอกเราประมาณว่าเดินขึ้นไปเลยจ้า ก็ไม่ได้มีพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ใด ที่มายืนต้อนรับเลย แต่ด้วยความที่เรามาถึงพร้อม กับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกกลุ่มที่เปิดทาง ปีนบันไดขั้นชันขึ้นไปแล้ว เราก็เลย go with the flow เดินตามขึ้นไปด้วย ถึงรู้ว่า อะ มาถูกทางแล้ว



ชั้นบนสุดคือร้านขายชา จุดชิมชาพร้อมวิวของเขต Uva และจุดซื้อตั๋ว Guided Tour ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเดินดูโรงงานพร้อมไกด์ที่จะคอยให้ข้อมูลเรื่องการผลิตชาเชิงลึก ประหนึ่งว่าพวกเราคือเจ้าของโรงงานชาจากประเทศบ้านเกิดมาศึกษาดูงาน ละเอียดประมาณนั้นเลย ทัวร์จะมีทุก 1 ชั่วโมง ระหว่างรอรอบถัดไป ก็ไปยืนดมชากับเด็ก ฝรั่งแก๊งนี้ซะหน่อย




ทัวร์เริ่มต้นที่ห้อง Lecture Room มีเจ้าหน้าที่หน้าตาเหมือนคุณครูคอยแนะนำตั้งแต่เรื่องพันธุ์ของใบชาที่ปลูก กระบวนการตั้งแต่เก็บเกี่ยว การตากแห้ง การบ่ม ไปจนถึงตอนบรรจุชา พอฟังเลคเชอร์เสร็จปุ๊บ คุณครูก็พาเราเดินไปทัวร์ในโรงงานที่หอมกลิ่นชาซีลอนฟุ้ง  





และจบด้วย Tea Tasting ชิมชา 4 ประเภท ซึ่งจากที่ได้ร่ำเรียนมา ทุกประเภทของชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาแดง ชาดำ ทั้งหมดล้วนมาจากต้นชาต้นเดียวกัน ต่างกันก็แค่เวลาที่บ่มและนำไปคั่วเท่านั้น แต่ด้วยความกระหายน้ำของเรา พอชิมไปชิมมา เอ้า อร่อยทุกอย่าง ชอบทุกอันเฉ้ยยย



ก่อนกลับก็ช็อปใบชากลับบ้านติดไม้ติดมือซะหน่อย ยิ่งเห็นราคาว่าถูกมาก เราก็รีบโกยเลย กล่องละ 2-3 ดอลลาร์หรือประมาณ 70-100 บาทเอง แถมมั่นใจได้ว่าคุณภาพของใบชาดีแน่นอนเพราะส่งตรงจากโรงงานด้านล่างมาเลยแหละ




Nine Arch Bridge
(https://goo.gl/maps/91QaZCg9NXy)

อัพคาเฟอีนกันพร้อมแล้ว เราก็มูฟตัวไปยังจุดหมายถัดไปในเมืองเอลลา จากไร่ชาใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองนี้แล้ว แถบ นั้นก็จะมีร้านอาหาร บาร์ โฮสเทล อารมณ์ประมาณข้าวสารบ้านเราที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวแบกเป้ใบโต และเสียงแตรปี๊ดป๊าดของรถโดยสาร แต่ attraction ที่เราตั้งใจจะมาดูจริง ๆ ไม่ใช่ความวุ่นวายของตัวเมืองนี้แต่อย่างไร มันคือสะพานเก้าโค้ง หรือ Nine Arch Bridge ที่ตั้งอยู่เถิบเข้าไปในป่าต่างหาก! ส่วนวิธีการเดินทางต่อไปจากเมืองเอลล่าถึงตัวสะพานนั้น มีเพียงแค่ 2 ตัวเลือก คือ 1) เดินล้วนแบบยาว ๆ หรือ 2) ตุ๊กตุ๊กแล้วต่อด้วยการเดินแบบสั้น ๆ ซึ่งพอหันหน้าไปปรึกษากับพ่อแล้ว คำตอบข้อ 2 ก็ชัดเจนมาก ๆ โบกสามล้อราคา 600 รูปีแล้วก็ซิ่งกันไปเลย




พี่ตุ๊ก ๆ มาจอดที่จุดสุดทาง สุดแบบที่ว่ารถไม่สามารถบุกเข้าไปต่อได้แล้ว งานของเราก็คือเดินเท้าต่อเข้าไปตรงตัวสะพานอีกประมาณ 10-15 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของฝีเท้าด้วย ทางที่เดินไม่ลำบากมากเท่าไหร่ มีช่วงชันนิด ๆ แต่แถวนั้นมีต้นไม้ให้เราคอยพยุงและโหนตัวขึ้นไปได้อยู่



วิวแรกที่เห็นคือสวยมาก ๆ ตัวสะพานโค้งรับกับแบคกราวด์ของป่าเขียว ๆ และไร่ชาที่ปลูกอยู่เป็นขั้น ๆ โดยรอบ ขอเล่าถึงตัวสะพานก่อนว่า สะพานนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคที่ศรีลังกาถูกปกครองโดยอังกฤษ แต่เป็นช่วงที่อังกฤษกำลังติดการรบเลยทำให้ไม่สามารถขนเหล็กเข้ามาสร้างได้ วิศวกรชาวศรีลังกาก็เลยอาสาว่าจะสร้างให้ด้วยอิฐกับปูน ใช้เวลาไม่นานสะพานก็เสร็จเรียบร้อย แต่พวกทหารอังกฤษไม่เชื่อว่ามันจะแข็งแรงพอที่จะใช้ได้จริง ตัววิศวกรเลยบอกว่าจะพิสูจน์ให้ดูด้วยการไปนอนอยู่ใต้สะพานแล้วให้รถไฟแล่นผ่าน ซึ่งผลปรากฏว่าเขาสอบผ่าน ตัวสะพานใช้งานได้เป็นอย่างดีและอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้



รถไฟเที่ยวที่แล่นผ่านสะพานเก้าโค้งมีทั้งหมด 6 รอบเวลาต่อวัน ซึ่งถ้ามาถูกช่วงเนี่ย ก็จะได้วิวสะพานพร้อมกับขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่แบบสวย ๆ ส่วนช่วงไหนที่สะพานโล่ง เราก็สามารถขึ้นไปเดินถ่ายรูปบนรางรถไฟได้เลย และสุดทางคืออุโมงค์ที่คนนิยมไปถ่ายรูปกันมาก ๆ มีคนไปพ่นกราฟฟิตี้เป็นงานศิลปะเล็ก ๆ บนผนังอุโมงค์ซึ่งก็สามารถสร้างให้เป็นชอตที่สวยได้ แต่วันที่เราไป คนเยอะมาก ๆ เลยถ่ายบรรยากาศของผู้คนมาให้ดูแทน



ปลายสะพานฝั่งตรงข้ามกับอุโมงค์มีจุดชมวิวลับ ๆ อยู่ ความจริงแล้วมันคือไร่ชาแต่ถ้าใครตั้งใจฝ่าลงไป ถ่ายรูปออกมาก็จะได้วิวสวย ๆ ประมาณนี้เลย



Gregory Lake
(https://goo.gl/maps/rfNUbsHnMYE2)

จบกิจกรรมใน Ella แล้ว เราก็วกรถกลับมาที่เมือง Nuwara Eliya เพื่อมื้ออาหารเย็นและกลับเข้าที่พัก แต่ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทาง เราแวะเที่ยวที่ทะเลสาบ Gregory ซึ่งพี่คนขับรถแนะนำว่าให้มา ของจริงก็คือสวยเลย วิวตอนเช้าที่เราแอบสแนปมาเร็ว ๆ ทำให้เรานึกถึงทะเลสาบในยุโรปช่วงซัมเมอร์ น้ำสีฟ้า ภูเขาสีเขียว พอทุกอย่างถูกฉาบไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ และเสริมด้วยลมเย็น ๆ บรรยากาศแถวนั้นเลยดีขึ้นมาเชียว




อันนี้เป็นวิวของช่วงที่เริ่มโพล้เพล้ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีฟ้าสด ๆ เป็นสีชมพูระเรื่อ ๆ สวยงามไปอีกแบบ




กิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ทะเลสาบเกรกอรี่ที่เราสามารถเข้าร่วมได้นอกจากการเดินกรุยกรายถ่ายรูปไปมาก็คือการล่องเรือ แต่ถ้าใครคิดว่ามันคือการล่องรัวชมวิวสวย ๆ จังหวะเนิบ ๆ ผิดซะล่ะ ที่นี่เค้าเฟี้ยวกว่านั้น




เรือเป็นเรือกึ่ง ๆ สปีดโบ๊ทติดหลังคา ก่อนจะขึ้นเรือต้องสวมเสื้อชูชีพและจังหวะที่เรือออกเท่านั้นแหละเราก็เข้าใจถึงคำว่าเรือแว๊นในทันที!

มันคือการล่องเรือแบบผาดโผน ปาดซ้ายทีขวาที น้ำกระจายเปียกโชกโชนกันถ้วนหน้า บางคนอาจจะชอบในความสนุกแบบเอ็กซ์ตรีมนี้ แต่หลังจากที่เห็นคุณป้าเดินห่มผ้า ตัวเปียกซ่กในอากาศ 10 กว่าองศา และปากสั่นระดับ 500 ริกเตอร์เพราะความหนาว เราก็ได้คำตอบกับตัวเองในทันที ตอนที่มีพ่อค้าพยายามเดินมาขายตั๋ว เราก็ส่ายหัวตอบไปพร้อมกับคิดในใจว่าขออยู่แบบแห้ง ๆ แบบนี้จะดีกว่าจ้า



Day 3 Kandy
(https://goo.gl/maps/duQuLjScbkC2)

วันที่สามกับการเดินทางที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเกือบครึ่งทริปแล้ว วันนี้เราย้ายเมืองจาก Nuwara Eliya ขึ้นไปทางเหนือนิดนึงเพื่อไปยัง Kandy

เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ติด 1 ใน 10 ของศรีลังกาและเคยดำรงตำแหน่งเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายในสมัยที่ศรีลังกาถูกปกครองโดยระบบกษัตริย์ด้วย แต่เหตุผลที่ทำให้ Kandy มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาหาปีละเป็นหลักแสนคนก็เพราะว่าที่นี่มีมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดย Unesco และที่นั่นก็คือวัดพระเขี้ยวแก้วนี้เลย




Temple of the Tooth
(https://goo.gl/maps/Y1KgCBqz4sQ2)

ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองของแคนดี้เลย ที่นี่คือที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเขี้ยวแก้ว หรือถ้าเป็นภาษากันเองหน่อยก็คือฟันซี่เขี้ยวของพระพุทธเจ้านั่นเอง และถึงแม้ว่าที่นี่จะถูกเรียกว่าวัด แต่ความจริงแล้วสเกลของ Temple of the Tooth ใหญ่เท่ากับเมืองย่อม ๆ เลย ด้วยความที่แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นในและส่วนโบสถ์ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของพระราชวังเท่านั้น




ค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวคือคนละ 1,500 รูปี และที่นี่ก็มีเดรสโค้ดที่ค่อนข้างเข้มงวด เสื้อคลุมไหล่และกระโปรงยาวถึงข้อเท้าสำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายต้องใส่กางเกงขายาว และด้วยความที่เราต้องถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าตั้งแต่หน้าวัดเลย แนะนำให้ใส่ถุงเท้าไปช่วยกันความร้อนได้หนึ่งเปาะ



ถึงแดดจะแรงเปรี้ยง แต่ตัววัดมีความร่มรื่นมาก ๆ ต้นไม้เขียว ๆ มีให้เห็นอยู่โดยรอบ และที่น่าตื่นตาตื่นใจคือวัดพุทธเค้าไม่ได้มีหน้าตาเหมือนวัดบ้านเรา ไม่มีการลงทอง ประดับกระจกแก้วแต่อย่างใด แต่สถาปัตยกรรมของที่นี่เน้นการใช้สีเรียบ ๆ เข้าสู้ ภายนอกเป็นสีขาว มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีน้ำตาล ส่วนด้านในสร้างด้วยไม้ซะส่วนใหญ่ มีรายละเอียดของงานแกะสลักเพิ่มดีเทล นอกจากความขาวของกำแพงวัดแล้ว คนที่มาไหว้พระสวดมนต์ที่นี่ก็นิยมนุ่งขาวมาเช่นกัน



ชอบส่วนนี้ของตัววัดมาก ๆ เป็นหินอ่อนแกะสลักให้เป็นซุ้มประตู ดูแกรนด์ดี และมองเผิน ๆ ก็ทำให้เรานึกถึงพวกสถาปัตยกรรมของพระราชวังเก่า ๆ ในยุโรปเลย



ส่วนที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจริง ๆ คือด้ายในตัวอุโบสถ เราจะมองไม่เห็นพระบรมสารีริกธาตุได้เลยเพราะเค้าสร้างเรือนไม้นี้ครอบเอาไว้ และอนุญาตให้ถ่ายรูปได้แค่บางโซนเท่านั้น รอบ ๆ ก็จะมีพุทธศาสนิกชนหลาย ๆ คนนั่งสวดมนต์อยู่บนพื้น



เสียงบทสวดมนต์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง Hemantha คนที่ช่วยขับรถให้เราในทริปนี้บอกว่าบางคนก็เดินทางมาเพื่อสวดมนต์ทั้งวันเลย และช่วงวันขึ้นปีใหม่ที่นี่จะมีคนมาสักการะมากเป็นพิเศษ เราซื้อดอกไม้ถาด ๆ มาบูชาพระเขี้ยว ซึ่งตรงที่เค้าให้วางดอกไม้ก็คือต้องนำดอกไม้ในถาดไปโปรยต่อคนอื่นแบบสวย ๆ แท่นบูชาพระเขี้ยวเลยกลายเป็นมือพุ่มดอกไม้พุ่มโตตรงกลางที่งดงามมาก




และเดินต่อมาที่ส่วนนี้ ก็เป็นจุดชมวิวและจุดถ่ายรูปที่สวยมาก ๆ อีกจุดหนึ่ง ตึกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราคือโรงเรียนพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในศรีลังกา ซึ่ง Hemantha เรียนจบมา เราหยิบกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์รัว ๆ จนเค้างงว่ามันสวยตรงไหน อาจจะเป็นเพราะความเคยชินที่เค้าคงโตมากับมันเลยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรแล้ว แต่สำหรับเรา ที่นี่ วิวนี้ พิเศษมาก ๆ เราเลยเสนอว่าถ่ายรูปเค้ากับโรงเรียนให้รูปนึงมั้ยล่ะ ซึ่ง Hemantha ก็ยอมยืนยิ้มอยู่ข้างหน้าตัวตึกโดยดี




Kandy Old City
(https://goo.gl/maps/duQuLjScbkC2)

จุดแวะสุดท้ายของวันที่ 3 เรามาจบวันแบบสวย ๆ เริ่ด ๆ สไตล์คนชอบอะไรวินเทจกันที่ตัวเมืองเก่าของแคนดี้ซึ่งอันที่จริงแล้วก็คือตัวเมืองที่เป็นดาวน์ทาวน์นั่นแหละ แต่ด้วยความที่เค้ายังคงอนุรักษ์พวกอาคารเก่า ๆ เอาไว้ ที่นี่เลยเป็นหนึ่งใน Heritage Site ที่ Unesco ขึ้นทะเบียนเอาไว้ด้วย




สีสันของ Kandy ถ้าไม่นับพวกตึกเก่า ๆ โรงแรมแนววินเทจที่เราจะได้เห็นแล้ว ตลาดแบกะดินที่เปิดร้านกันตามรายทางก็เป็นส่วนที่ทำให้ตัวเมืองคึกคักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลย เดิน ๆ ตามฟุตบาธก็จะเห็นแผงขายลอตเตอรี่ต่อด้วยร้านเสื้อผ้ามือสองที่กองของไว้กับพื้นเลย รอให้คนมาเลือก มีสินค้าครบทุกประเภทจริง ๆ ต้ังแต่ของใช้ ของเล่นเด็ก ไฟฉาย ไปจนถึงแปรงขัดโถส้วม





เดินมาจบที่ทะเลสาบ Kandy ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้สวยเท่ากับ Gregory แต่ก็มีส่วนที่ทำให้เราได้เห็นวิวของวัดพระเขี้ยวแก้วทะลุผ่านผิวน้ำไป มีแม่ค้าขายอาหารปลาให้เราสามารถซื้อไปโปรยเลี้ยงในทะเลสาบได้ และที่นี่ก็เป็นจุดท่ีคนเมืองออกมาเดินพักผ่อนหย่อนใจ

หมดวันใน Kandy และศรีลังกาแถบภูเขาแล้ว ขอให้ทุกคนรออ่านตอนต่อไปนะ เพราะเราจะพาไปบุกโซนชายฝั่งของที่นี่ ระหว่างนี้ฝากเพจให้ติดตามด้วยนะ คลิก Travelerspulse สำหรับคอนเทนต์อื่น ๆ ได้เลยจ้า

สัญญาว่าจะรีบปั่น : )



–Mint Travelerspulse


QUICK ‘SEOUL’ GUIDE

Next Project

See More