#travelerspulseentry

6 DAYS 16 THINGS IN FUKUSHIMA

หกวันสั้นๆ แบบเต็มอิ่มและครบทุกรสชาติในจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

ไปญี่ปุ่นมาก็หลายที แต่สารภาพตามตรงเลยว่าก่อนหน้านี้เรายังไม่เคยได้คิดถึงที่นี่เลยว่าเป็นจังหวัดที่จะต้องแวะไปเที่ยวให้ได้ โดยเฉพาะช่วงหลังจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ปี 2011 กับเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราก็เหมือนหลายๆ คนที่ยังมีคำถามในใจว่าเที่ยวได้มั้ย คนที่นั่นพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวแล้วรึเปล่า และอีกต่างๆ นานา แต่หลังจากที่เราได้รับคำเชิญจาก welovefukushima.com และการท่องเที่ยวของจังหวัดให้บินไปลองเที่ยว ลองสัมผัสเสน่ห์ของฟุกุชิมะด้วยตัวเอง เราก็ไม่พลาดที่จะปฏิเสธโอกาสในครั้งนี้กับการได้เปิดรับอะไรใหม่ๆ ได้ลองไปรู้จักกับที่ใหม่ๆ และหลังจากที่ได้ใช้เวลา 6 วันในการรู้จักกับฟุกุชิมะแบบลึกซึ้งมากขึ้น ตอนนี้ก็น่าจะเป็นระดับเพื่อนสนิทกันได้แล้วแหละ พูดได้เต็มๆ ปากเลยว่าเค้าคือคนสวยในร่างเด็กเนิร์ดที่ยังไม่ค่อยมีใครได้ค้นพบ ขุมทรัพย์ของญี่ปุ่นดีๆ ที่นึงเลยนะ มารู้จักกับฟุกุชิมะไปพร้อมๆ กับเราแล้วเธอจะต้องตกหลุมรักกับสาวสวยคนนี้แน่นอน!




< FUKUSHIMA BOUND

จากสนามบินนาริตะ เราออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองฟุกุชิมะโดยใช้รถไฟของ JR ทั้งหมด เริ่มต้นที่ขบวนของ Narita Express จากแอร์พอร์ตไปลงที่สถานี Ueno แล้วจากนั้นขึ้นรถไฟชินกันเซนสาย Tohoku ไปยังสถานี Fukushima ใช้เวลาประมาณ 80 นาที ส่วนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง รวมอยู่ในตั๋ว JR EAST PASS TOHOKU AREA ใบนี้แล้ว ราคา 19,000 เยน หรือประมาณเกือบๆ 6,000 บาท สามารถใช้ได้ 5 วันแบบไม่ต้องติดต่อกัน ภายในระยะเวลา 14 วันหลังเปิดใช้บัตร จะขึ้นรถไฟในเมือง ข้ามเมือง หรือแม้แต่ชินกันเซนก็ใช้ใบนี้ใบเดียวเลย คุ้มที่สุด!



DAY 1 – FUKUSHIMA CITY

กระโดดลงจากชินกันเซนแล้ว เช็คอินพร้อมเข็นกระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องพักแล้ว ยังเหลือเวลาช่วงเย็นๆ อีกนิดหน่อยจะนอนขึ้นอืดอย่างเดียวไม่ได้ วันแรกเราขอเดินสำรวจรอบๆ สถานีรถไฟ JR Fukushima และเดินเล่นในตัวเมืองกันซะหน่อย ฟุกุชิมะซิตี้ไม่ใช่เมืองที่หวือหวาอะไร แต่ก็มีอะไรให้เล่นสนุกได้อยู่!





ARCADE DETOUR >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/6SCIMMCU9TR

ฝนเริ่มตกมาปรอยๆ ระหว่างที่เรากำลังเริ่มเดินลัดเลาะไปตามถนนใหญ่ พอดีกับที่เท้าทั้งสองพาเรามาหยุดที่เกมอาร์เคดที่นี่เป๊ะๆ Round 1 Stadium ที่มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น เป็นศูนย์รวมของความบันเทิงตามแบบฉบับเกมตู้ ทั้ง Crane Machine ประลองทักษะการหนีบตุ๊กตา (หรือดวงก็ไม่แน่ใจ) เกมเต้น เกมตีกลอง ยิงซอมบี้ มาริโอ้คาร์ท และอีกสารพัดประเภท รวมอยู่ในอาคาร 6 ชั้นใจกลางเมืองแห่งนี้ ที่พิเศษของสาขาที่นี่คือมีลานเล่นกีฬาที่ชั้นบนด้วย ฆ่าเวลาระหว่างฝนตกเล่นๆ แต่ก็เสียเงินไปกับการวัดดวงจับตุ๊กตาอยู่...ออกมามือเปล่านะ ฮ่าๆๆ





GYOZA TASTING >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/F42HRVCNBJ82

ตกเย็นท้องเริ่มร้องโครกครากเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงกระเพาะเลยตั้งแต่บ่าย เราก็นั่งเสิร์ช Tripadvisor หาร้านอาหารเจ้าเด็ดของจังหวัดหน่อยซิ ได้ความว่าหนึ่งในความเด็ดที่ห้ามพลาดประจำฟุกุชิมะซิตี้ก็คือที่นี่ Terui Gyoza ร้านเกี๊ยวซ่าสุดเก๋า เก๋าตั้งแต่รุ่นพ่อจริงๆ เพราะเจ้าของร้านเรียนสูตรมาจากโอโต้ซังที่คิดค้นเคล็ดลับความอร่อยนี้ตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง!




ความอร่อยที่เราติดใจมากๆ คือแป้งที่ทอดจนกรอบได้ที่ ไม่หนาหรือบางจนเกินไป และไส้ที่หมักมาแบบเข้มข้น พอจิ้มกับน้ำซอสแถมเสิร์ฟบนกระทะร้อนได้ยินเสียงซู่ซ่าปุ๊บ ท้องนี้ร้องเป็นจังหวะสามช่าเลยทีเดียว อ้อ อีกหนึ่งอย่างที่ทุกโต๊ะจะต้องสั่งก็คือผัดผักรวมมิตร ตอนแรกก็เอ๊ะในใจเบาๆ ว่าจำเป็นจะต้องไม่พลาดเลยหรอ แต่พอชิมคำแรกเข้าไปเท่านั้นแหละ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าทำไมถึงเป็น The Must หอมกลิ่นซอสยากิโซบะจางๆ แถมมีเนื้อหมูนุ่มๆ ผัดผสมเข้าไปด้วย อร่อยเหาะจริงๆ




DAY 2 – IIZAKA

วันที่สองเริ่มต้นด้วยการจับรถไฟออกไปนอกเมืองด้วยจุดหมายอันแน่วแน่ว่าเราจะมุ่งหน้าไปที่อีซากะ เริ่มต้นที่ทางออก East Exit ของสถานี JR Fukushima จะมีสถานีรถไฟสายไพรเวทที่ชื่อว่า Iizaka Onsen Line อยู่ข้างๆ กัน ตีตั๋วคนละ 330 เยนแล้วนั่งสุดสายไปลงที่สถานี Iizaka Onsen เลย มีอะไรดีๆ อยู่แน่นอน




IIZAKA ONSEN >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/FS8LXVSUGUJ

ลงจากรถไฟที่สถานีปลายทางแห่งนี้ปุ๊บ ยานพาหนะลำดับถัดไปของเราก็คือเจ้าจักรยานสองล้อที่มีให้ยืมฟรีจากที่สถานีเลย ปั่นสำรวจเมืองเล็กๆ นี้กันซะหน่อย ท้าวความให้ได้รู้จักกันคร่าวๆ ที่นี่คือศูนย์รวมออนเซนที่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด มีเรียวกัง ที่อาบน้ำสาธารณะ และบ่อน้ำแร่มากกว่า 60 เจ้าที่เปิดให้บริการ ทุกอย่างรักษาความดั้งเดิมเอาไว้ตามประวัติศาสตร์ 2,000 ปีของย่านนี้ แต่น่าเสียดายว่าวันที่เราไปเป็นวันพุธ ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของหลายๆ ที่ เลยทำได้แค่ขี่จักรยานวนดูบรรยากาศรอบๆ และถ่ายรูปแบบรัวๆ บรรยากาศก็จะเป็นประมาณนี้แหละ...







PEACH PICKING >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/I7XAHSIXV9K

มาถึงอีซากะแล้วอีกอย่างที่ต้องทำแบบแน่นอนเลยก็คือกิจกรรมเก็บผลไม้ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุเชียวนะ! ยิ่งช่วงซัมเมอร์เป็นฤดูที่อุดมสมบูรณ์สุดๆ แต่ละเจ้าเลยมีโปรแกรมเก็บผลไม้ประเภทต่างๆ ให้บริการอยู่มากมาย ทั้งองุ่น แอปเปิ้ล เชอร์รี่ ลูกแพร และไฮไลท์ที่เราตั้งตาเฝ้ารออยากทำมาโดยตลอดก็คือการตะลุยเก็บพีชและกินแบบสดๆ ในสวน จังหวะของข้ามาถึงก็คราวนี้นี่แหละ!

วิธีการเดินทางที่ดีที่สุดก็คือแท็กซี่เพราะจะได้ไม่ต้องเดินไกล แต่วิธีที่ประหยัดตามแบบฉบับคนขี้งกแบบเราก็คือการนั่งรถไฟ จากสถานี Iizaka-Onsen ย้อนกลับมาลงที่สถานี Ioji-Mae แล้วเดินต่อไปประมาณ 20 นาทีก็จะถึงถนนเส้น Fruit Line ที่เป็นศูนย์กลางของสวนผลไม้ เดินเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึง



ในบรรดาสวนผลไม้ทั้งหมดทั้งปวง เราขอปักหมุดเอาไว้ที่นี่ สวน Marusei บนถนนสายพีช เพราะนอกจากลูกพีชดกๆ เต็มต้นแล้ว เค้ายังมีคาเฟ่ที่เสิร์ฟพาร์เฟ่ต์พีช แบบพีชทั้งลูกโปะบนไอศครีม ราดซ้ำด้วยวิปครีมฟูๆ น่ะ Peach Lover แบบเราคือพลาดไม่ได้แน่ๆ และที่ทำเราตาลุกวาวได้จริงๆ ก็คือความถูกสุดกู่นี่แหละ ค่าเข้าชมสวนและเก็บผลไม้คนละ 860 เยน หรือประมาณ 250 บาทต่อ 30 นาที ส่วนพาร์เฟ่ต์แก้วละ 600 เยน หรือประมาณ 180 บาทเท่านั้น นี่มันสวรรค์ชัดๆ >





Marusei Peach Parfait >

พาร์เฟ่ต์พีช หน้าตาน่ารักน่ากิน มันก็จะฟินๆ ประมาณนี้เลย!




DAY 3 – BANDAI-AZUMA SKYLINE

เขยิบออกไปไกลจากตัวเมืองอีกนิด วันนี้คือวันแรกที่เราจะเช่ารถขับพร้อมตะลุยส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi ที่แผ่ตัวคลุม 3 จังหวัดในภูมิภาคโทโฮคุ ตั้งแต่ฟุกุชิมะ ไปยามางาตะ และนีงาตะ งานนี้เราได้แต่ช่วยเพื่อนแปลแผนที่กับช่วยนำทางเพราะขับเองไม่เป็น แต่สิ่งที่เราเอนจอยไปพร้อมๆ กันก็คือวิวสองข้างตลอดทางนี่แหละ



ROAD TRIP FROM FUKUSHIMA CITY >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/UJETED8TD2R

เริ่มต้นจากตัวเมืองฟุกุชิมะ เราขับมาเรื่อยๆ ตามถนนหลวงหมายเลข 70 และนั่นคือจุดเริ่มต้นของถนนเส้นที่สวยที่สุดสายหนึ่งในญี่ปุ่น นางมีชื่อว่า Bandai-Azuma Skyline ลัดเลาะไปตามไหล่เขาและพาเราไต่ขึ้นภูเขาไฟเก่า Azuma ที่ปะทุไปแล้ว น่าเสียดายสุดๆ ที่วันนั้นฝนตกหนักและหมอกลงจัด บรรยากาศที่เราฝ่ามาก็เลยจะครึ้มๆ เหงาๆ นิดนึง แต่สองข้างทางก็เขียวชะอุ่มไปด้วยต้นไม้และป่าที่แน่นขนัด เปิดเพลงไป มองวิวไป เพลินใจที่สุด







TAKAYU ONSEN >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/MKKVKNFKU2P

จุดแวะแรกของถนนสายนี้ก็คือศูนย์รวมออนเซนอีกหนึ่งแห่ง แต่ที่นี่มีจุดขายที่เป็นไฮไลท์ไม่เหมือนใครก็คือวิวภูเขาสุดหรูเริ่ดอลังการและน้ำแร่ที่เข้มข้นด้วยแร่ธาตุมากๆ เราแวะแช่กันที่จุดแรกมีชื่อว่า Takayu Onsen Nonbirikan มีทั้งบ่อในร่มและบ่อกลางแจ้ง สีของน้ำที่ฟ้าแจ๋วแถมกลิ่นแร่ธาตุที่ลอยมาแตะจมูกก็ใช่เล่น ค่าบริการคนละ 700 เยน หรือประมาณ 200 บาท





แช่บ่อแรกยังไม่จุใจ ขับรถต่อมาอีกหนึ่งที่ซึ่งที่นี่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นพี่ใหญ่ของละแวะ Takayu แห่งนี้เพราะมีอายุเก่าแก่ถึง 400 ปี! ชื่อของนางก็คือ Adachiya (https://goo.gl/maps/XRytKqTt6cU2) มีทั้งบ่อออนเซนที่ให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวขาจรและห้องพักแบบเรียวกังที่สวยคลาสสิกสไตล์ญี่ปุ่นแต๊ๆ ให้ได้มาอินกับบรรยากาศด้วยนะ ดีเทลการตกแต่งทุกมุมเหมือนหลุดออกมาจากหนังวินเทจเลย >








AZUMA KOGEN SKYLAND >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/XV2VGDBNNRM

มาถึงย่านนี้แล้วไม่เห็นวิวแบบพาโนรามาก็กระไรอยู่ เราเลยต้องขอขับขึ้นมาที่จุดชมวิวและลานปิคนิคจุดนี้กันซะหน่อย

ปกติแล้วที่นี่จะมีคุณพ่อคุณแม่พาลูกเล็กเด็กแดงมาเที่ยวเล่นกัน นั่งปิคนิคพร้อมโอนิกิริเบาๆ แต่วันที่เราไปนี่ฝนตกเปราะแปะทั้งวันเลยค่อนข้างร้าง มีความหวั่นใจถึงกับต้องมองหน้ากับเพื่อนอยู่สองคนว่าจะเอายังไงต่อดี แต่เอาเว้ย ขับมาไกล เปลืองน้ำมันถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องสำรวจกันนิดนึง ปรากฏว่าวิวที่อยู่ตรงหน้าเราคือพีคสุดจริงๆ ภูเขาทอดตัวเป็นเลเยอร์ เห็นเป็นทิวลิ่วๆ พร้อมหมอกบางๆ และหญ้าเขียว พอมาอยู่เป็นองค์ประกอบในเฟรมรูปเดียวกันแล้วสวยซึ้งมากๆ

 





DAY 4 – URABANDAI

ปลายทางของถนนเส้น Bandai-Azuma Skyline พาเรามาถึงที่นี่ Urabandai พื้นที่ทางทิศเหนือของภูเขาบันไดและเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi ที่นี่ถูกขนานนามให้เป็นดินแดนแห่งทะเลสาบหลากสี จะสวยแค่ไหน ต้องตามมาดู!



DALI APPRECIATION >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/ZW8Z2TACYTX

เอาเข้าจริงแว้บแรกที่เราได้เห็น Urabandai ด้วยตาของตัวเองแล้ว เรารู้สึกว่าที่นี่มีความยุโรปในความญี่ปุ่นอยู่สูงมากๆ โดยเฉพาะการที่อยู่ดีๆ ก็มี Art Museum โผล่ขึ้นมาท่ามกลางป่ากลางเขา แถมไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบไก่กาด้วยนะ เพราะที่นี่จัดแสดงผลงานของศิลปินระดับโลกอย่าง Salvador Dali เชียวล่ะแก มาถึงแล้วก็ต้องแวะมาชื่นชมศิลปะกันซะหน่อย ตีตั๋วคนละ 950 เยน หรือประมาณ 300 บาทแล้วเข้าไปเดินชมภาพวาด รูปปั้นเพลินๆ ที่ Morohashi Museum of Modern Art แห่งนี้เลย






ความอลังการไม่ได้จบอยู่แค่ความสวยงามและเก๋ไก๋ของตัวตึกด้านนอกนะ ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่างหากที่ทำให้เราทึ่ง เจ้าของคือคุณเทโซ โมโรฮาชิ นักลงทุนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Salvador Dali เขาเก็บสะสมผลงานของศิลปินคนนี้รวมๆ ก็นับได้มากกว่า 400 ชิ้น ทุกชิ้นมีมูลค่าเป็นหลายล้าน ด้วยความที่เขาอยากให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมความเจ๋งของดาลีก็เลยสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บนผืนดินที่มีเนื้อที่กว่า 55,000 ตารางเมตรขึ้นมา เสียดายที่เราเก็บภาพด้านในมาแชร์ให้ทุกคนดูไม่ได้เพราะตามกฎคือ No Photo ทุกกรณี แต่บอกได้คำเดียวเลยว่าเจ๋งและสุดจริงๆ >





LAKE COMBO >

ชื่นชมผลงานศิลปะที่มนุษย์สร้างแล้ว จุดหมายต่อไปของเราก็คือความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างอย่างทะเลสาบที่ขึ้นชื่อประจำพื้นที่ Urabandai กันบ้าง มาเป็นแบบคอมโบ 3 ที่เลยทีเดียว แต่ละจุดก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ที่เหมือนๆ กันก็คือความสวยแบบละสายตาไม่ได้เลย





< Marshland

ป่ามอสที่เราเจอระหว่างทางไปชมทะเลสาบจุดแรก เขียวขจีได้ใจมากๆ







< BISHAMON-NUMA
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/N1K6ZHOYP222

ทะเลสาบ Bishamon หนึ่งในห้าทะเลสาบที่เรียกรวมๆ กันว่า Goshikinuma คือที่ๆ เราตั้งใจมามากๆ ความพิเศษของที่นี่คือน้ำสีเทอร์คอยซ์ใสแจ๋วซึ่งเป็นผลผลิตของแร่ธาตุจากลาวาจากภูเขาไฟบันไดที่ปะทุไปเมื่อปี 1888 การเดินทางมาที่นี่ถือว่าสบายบรื๋อมากๆ แค่ขับรถไปจอดตรง Urabandai Visitor Center แล้วเดินต่อขึ้นมาประมาณ 15 นาทีเท่านั้นก็จะได้เห็นความสดชื่นของทะเลสาบแห่งนี้เลย มีบริการเรือแคนูให้พายเล่นและร้านขายอาหารอยู่ใกล้ๆ ด้วย สามารถมาปิคนิคชิลๆ ในวันแดดออกได้สบาย





< LAKE HIBARA
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/EPLFJNPKAM82

อีกหนึ่งในผลผลิตของการปะทุของภูเขาไฟบันไดคือที่ทะเลสาบฮิบาระแห่งนี้ แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นที่ราบและหมู่บ้านตั้งอยู่ แต่พอภูเขาไฟระเบิด แผ่นเปลือกโลกย้ายตำแหน่ง หมู่บ้านที่เคยอยู่ตรงนี้เลยโดนน้ำท่วมและก็ยังจมอยู่ใต่ทะเลสาบจนถึงทุกวันนี้






< LAKE INAWASHIRO
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/TJBJ14NQ3IF2

ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประเทศญี่ปุ่น ที่นี่ได้รับสมญานามว่าเป็นกระจกจากสวรรค์เพราะความใสกิ๊งของน้ำ สะท้อนทุกสิ่งอย่างตั้งแต่วิวภูเขาไปจนถึงคนเล่นสกีน้ำ วิวช่วงพระอาทิตย์ตกดินของที่นี่เป็นอะไรที่มองเพลินมากๆ เพราะแสงจะเปลี่ยนองศาไปทุกๆ นาทีเลย แถมอากาศก็เย็นๆ ลมโชยมาเรื่อยๆ เพลิดเพลินสุดๆ


DAY 5 – AIZU-WAKAMATSU

ย้อนเวลากลับไปสู่สมัยเอโดะ ที่นี่เคยเป็นถิ่นของซามูไรและศูนย์กลางของการเดินทางติดต่อระหว่างจังหวัด ทุกวันนี้กลิ่นอายเก่าๆ เหล่านั้นก็ยังคงหลงเหลือให้เราได้สัมผัสอยู่



OUCHIJUKU VILLAGE >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/MMDN84BRV112

หมู่บ้านโบราณที่มีอายุมากกว่าคุณทวดของพวกเรา Ouchijuku กับปีที่ 400 กว่าๆ และสภาพที่รักษาเอาไว้แบบคงเดิมเป๊ะๆ ที่นี่เคยเป็นจุดพักระหว่างทางของพ่อค้าที่เดินทางค้าขายจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดนึงและเป็นศูนย์กลางของระบบไปรษณีย์ในภูมิภาคตั้งแต่สมัยเอโดะ จนมาถึงสมัยเมจิที่คนเริ่มหันไปใช้ทางรถไฟในการเดินทางมากขึ้น หมู่บ้าน Ouchijuku เลยเปลี่ยนสเตตัสจากคนที่เคยปาร์ตี้ครึกครื้นเป็นคนรักสันโดษ อยู่เงียบๆ ท่ามกลางหุบเขาล้อมรอบแบบสงบสุข แต่ด้วยความที่สถาปัตยกรรมทุกสิ่งอย่างยังคงเหมือนเดิม ที่นี่เลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาแวะชมทุกๆ ปี ปีละเป็นล้านๆ เชียวนะ








NEGI SOBA FIRST TRIAL >

นอกจากร้านค้าที่ขายของทำมือน่ารักๆ งานไม้ งานปั้น งานเซรามิก และขนมญี่ปุ่นแบบต่างๆ ที่เรียงรายตามสองข้างทางแล้ว สิ่งที่หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อมากๆ ก็คือเมนูที่มีชื่อว่า Negi Soba หรือโซบะต้นหอมยักษ์เมนูนี้นี่ล่ะ มาถึงแล้วก็ต้องชิมให้รู้กัน ซึ่งร้านที่เราไปต่อแถวรอชิมก็คือร้านแรกที่อยู่ตั้งแต่เดินเข้าหมู่บ้านมาเลย คนต่อแถวรอยาวเป็นชั่วโมงๆ แสดงว่าต้องมีอะไรเด็ดแน่นอน




เราเดินวนไปเวียนมาประมาณเกือบสองชั่วโมงก็ถึงคิวได้เข้าไปชิม ด้านในร้านเป็นแบบญี่ปุ่นต้นตำรับ นั่งเสื่อทาทามิ โต๊ะมีหลุมให้หย่อนขา ตรงกลางร้านมีไฟจุดอุ่นกาน้ำชา เราสั่งแบบไม่ต้องคิดมาก จิ้มรูปชามโซบะที่มีต้นหอมให้คุณป้าพนักงานทันที และความรู้สึกที่มีต่อเนกิโซบะก็คือความหอมหวานของซุปโชยุ เพิ่มความกลมกล่อมด้วยปลาแห้งป่น และปิดท้ายด้วยความเผ็ดจี๊ดๆ นิดๆ ของต้นหอมยักษ์ วิธีการกินก็คือใช้ต้นหอมแทนตะเกียบ สาวเส้นเข้าปากได้เลย พอได้กลิ่นฉุนของต้นหอมนี่แหละ มั่นใจเลยว่าเราสั่งถูกเมนูแล้ว







TADAMI LINE VIEWPOINT >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/XPFBCWKFWT32

เติมพลังพร้อมไปต่อ จุดหมายถัดไปที่อยู่ห่างออกไปประมาณครึ่งชั่วโมงจากตัวหมู่บ้านนี้มีวิวที่สวยที่สุดวิวหนึ่งรอเราอยู่! ปักหมุดไว้ที่จุดพักรถ Tenyabara Kawai บนถนน Oze พอได้สปอตจอดรถเสร็จสรรพ เราก็เดินย้อนทางถนนกลับไป ถ้าสังเกตดีๆ จะมีบันไดเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้าๆง ก่อนถึงปากทางเข้าอุโมงค์ที่รถวิ่ง พร้อมกับป้ายบอกทางว่าตรงนี้นี่แหละคือจุดชมวิวสะพานรถไฟสาย Tadami Line ว่าแล้วก็ปีนบันไดขึ้นไปแบบพยายามกลั้นหอบ มีทั้งหมด 3 ระดับคือจุด A, B และ C พอขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วมองลงมา ภาพที่เห็นต่อหน้าทำให้เราหายเหนื่อยไปได้เลย โชคร้ายอย่างเดียวคือไม่มีรถไฟแล่นผ่านมาช่วงเวลาที่เราไปถึง แต่โชคดีที่สุดก็คือเป็นช่วง 5 โมงเย็นที่แสงแดดกำลังอุ่นๆ ถ่ายรูปออกมาสวยนวลตาเอาซะมากๆ Breathtaking จนเราหยุดหายใจไปซัก 2 วิเลย







OKUAIZU ROCK FESTIVAL >

ขามาเราผ่านเทศกาลดนตรีเล็กๆ ในแถบนี้ ขากลับเราเลยขอแวะจอดลงมาเดินเล่นในงานซักหน่อย Oku Rock Festival กับแนวเพลง J-Rock จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 แล้ว เริ่มตั้งแต่ปี 2012 แต่ละปีก็จะมีวงดนตรีแนวป๊อปร็อคเวียนกันมาแสดง จัดแค่หนึ่งวันตั้งแต่เที่ยงๆ ยิงยาวไปจนถึงเย็น เป็นครั้งแรกที่เราได้มาสัมผัสกับบรรยากาศงานเฟสติวัลของญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งที่เราประทับใจมากๆ คือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกลุ่มคนดู ตบมือตามจังหวะเพลงพร้อมๆ กัน ชูมือตามจังหวะพร้อมกัน ไม่มีใครกระโดดหรือคุยกันแจแต่ตั้งใจดูการแสดงของศิลปินแบบให้เกียรติมากๆ มีแค่ญี่ปุ่นที่เดียวในโลกจริงๆ ที่รักษาความสงบในใจแบบนี้ได้







DAY 6 – IWAKI

เอนจอยกับบรรยากาศป่าๆ เขียวๆ มาก็เยอะแล้ว วันที่ 6 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายเต็มๆ วันของเราในฟุกุชิมะเลยขอทุ่มไปให้กับการขับรถไป-กลับสิริรวมกว่า 300 กิโลเมตรเพื่อไปดูวิวทะเลของเมืองอิวากิ ย่านชายทะลของตัวจังหวัดฟุกุชิมะ และอย่างที่หวังเอาไว้ ระยะทางกับเวลาที่ใช้ในการเดินทางไม่ได้เสียเปล่าเลยสักนิดเพราะแถบนี้ก็สนุกไม่แพ้กับโซนอื่นๆ ของตัวจังหวัด ลิสท์สถานที่เที่ยวของเราก็มีตามนี้เลย



AQUARIUM LOVE >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/IBS3AJ32A872

คนรักอแควเรียมก็ต้องมาที่นี่ Aquamarine Fukushima พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่และครบครันเรื่องพันธุ์สัตว์ในทะเลชิโอเมะ มหาสมุทรแปซิฟิกมากที่สุด ซึ่งเป็นน่านน้ำรอบๆ ตัวจังหวัดฟุกุชิมะเองด้วย ที่นี่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2000 แต่หลังจากที่เกิดเหตุสึนามิ ตัวอาคารโดนทำลายไปบางส่วน แถมไฟฟ้าที่ถูกตัดขาดทำให้ปลาที่อยู่ในตู้ขาดออกซิเจนตายไปเกือบหมด ที่นี่เลยต้องถูกปิดปรับปรุง แต่ก็ใช้เวลาแค่ประมาณ 4 เดือนก็กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว เราเลยขอยกตำแหน่งอแควเรียมที่แกร่งที่สุดในตำนานให้เลยละกัน








พื้นที่ทั้งหมดประกอบไปด้วยตัวอาคารหลักที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ แบ่งเป็นพื้นที่ด้านในอาคารและด้านนอกที่จำลองเป็นป่าเมืองร้อน มีโซนที่เป็นชายหาดด้านนอกให้เด็กๆ ได้มาเล่นน้ำก่อทราย มีทัชพูลพร้อมกับปลาดาวให้ทุกคนได้จับและสัมผัส และแม้กระทั่งโซนตกปลา ที่นี่ก็มีเปิดให้แขกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ลองฝึกสกิลด้านนี้กัน ถือว่าเป็นอแควเรียมที่เน้นทั้งความสวยงามของการจัดแสดงตู้ปลา ความสนุกที่ได้มาเที่ยว แถมยังได้ความรู้จากป้ายที่ตั้งอธิบายประจำจุด พกติดตัวกลับบ้านไปอีกด้วย ค่าเข้าชมคนละ 1,800 เยน หรือประมาณ 540 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 900 เยน หรือประมาณ 270 บาทสำหรับเด็ก

MORE INFO: HTTP://WWW.AQUAMARINE.OR.JP






LALAMEW >
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/SHHQMTIQZNB2

"ลาลามิว" ที่ไม่ใช่ "ลาลาแลนด์" ที่นี่คือตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอิวากิ ซึ่งถ้าพูดถึงตลาดปลาแล้ว ภาพแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวของเราคือเละ แถมกลิ่นคาวก็ลอยมาตามลมเลย (นี่ขนาดแค่คิด..) แต่ผิดถนัด เพราะที่นี่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นตลาดปลาที่สะอาดที่สุดที่นึงที่เราเคยไปมาเลยก็ว่าได้ มีขายตั้งแต่ของสดแบบลากลงมาจากอวนร้อนๆ จนถึงปลาที่แปรรูปแล้ว และแบบที่ปรุงพร้อมทาน เรื่องความสดมั่นใจได้ ส่วนราคาก็มีหลายเรนจ์ตั้งแต่ถูกจัดจนถึงระดับพรีเมียม ลองเดินเล่นกันเพลินๆ ได้






นอกจากโซนตลาดแล้ว อาคารด้านหน้าที่ติดกับฝั่งท่าเรือยังมีของดีรออีกอยู่เพียบ โดยเฉพาะสำหรับคอซูชิ คอปลาดิบ คอไคเซนด้ง ที่นี่คือสวรรค์ชั้น 7 ที่ย่อส่วนเหลือแค่สองชั้น เดินไปมุมไหนของตึกก็มีร้านซูชิเจ้าเด็ดดักอยู่ ส่วนราคาก็ดิบดีมากๆ เพราะอยู่ที่แหล่งเลย ไคเซนด้งหน้าไข่หอยเม่นล้วนชามละ 400-500 บาทงี้ หอยเชลล์สดๆ  300 บาทงี้ ทานเพลินเลย




SEASIDE PARK
DIRECTION: HTTPS://GOO.GL/MAPS/ESEIEZHKJAK2

หลังจากที่เราอิ่มท้องจากตลาดปลามาแล้ว ก็มานั่งลองเสิร์ชดูใน Google Map มั่วๆ กับเพื่อนหาที่เที่ยวใกล้ๆ ที่ต่อไป เราเจอกับรูปชายหาดขาวๆ ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าและท้องฟ้าโปร่งๆ ของ Nakoso Beach แห่งนี้ที่ดึงดูดเราสุดๆ ซึ่งความเก๋ไก๋สไตลิชของที่นี่ก็คือเจ้าเสาโทริสีแดงที่ตั้งอยู่ตรงกลางหาดทรายนี่แหละ กลายเป็นแลนด์มาร์คที่ทำให้รอบๆ ดูมีจุดเด่นขึ้นมาทันที ใครแวะมาก็ต้องถ่ายรูป แต่ถ้ามีอุปกรณ์ชายหาดพร้อม ผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืนกับบิกินี่ซักชุด นอนอาบแดดแถวนี้ก็ดูเริ่ดอยู่

 





I fell in love with her, Fukushima

มันคงเป็นความสัมพันธ์ประมาณว่าได้รู้จักกันครั้งแรก เราก็รู้สึกตกหลุมรักเธอคนนี้ขึ้นมาทันที ฟุกุชิมะคือความสนุกแบบครบรส มีทั้งวิวภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ วิวทะเลที่สวยจับใจสุดๆ สวนผลไม้ ออนเซน ของเก่าปนของใหม่ ความตะวันตกผสมปนเปกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว ลองมาเที่ยวดูซักครั้งแล้วจะต้องติดกับเสน่ห์ของจังหวัดนี้

Why not Fukushima when all you need is in Fukushima!



– Travelerspulse

BANGKOK STAYCATION : DO IT LIKE GATSBY

Next Project

See More